วันพุธที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2555

ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร ( พระสูตรว่าด้วยปัญญาอันเป็นหัวใจพาไปถึงฝั่งพระนิพพาน )


ภาพ พระโพธิสัตว์กวนอิม วาดโดย  จักรพันธุ์ โปษยกฤต


สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ ณ เขาคิชคูฏ ใกล้กรุงราชคฤห์ พร้อมด้วยภิกษุหมู่ใหญ่ และพระโพธิสัตว์หมู่ใหญ่  สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาค ทรงฝึกสมาธิชื่อว่าคัมภีร์ราวสังโฆแท้ และสมัยนั้น พระอริยอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์มหาสัตว์  ทรงประพฤติจริยาในปรัชญาปารมิตาอันลึกซึ้ง พิจารณาอยู่อย่างนี้ คือพิจารณาขันธ์ ๕ และความสูญโดยสภาพ  ลำดับนั้น ท่านสารีบุตร ได้กล่าวต่อ พระอริยะอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ด้วยพุทธานุภาพว่า

กุลบุตร หรือ กุลธิดาใดๆ ใคร่จะประพฤติจริยาในปรัชญาปาระมิตาอันลึกซึ้งนั้นจะพึงศึกษาอย่างไร พระอริยอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์มหาสัตว์อันท่านพระสารีบุตรกล่าวอย่างนี้แล้วได้กล่าวตอบท่านสารีบุตรว่า

ท่านสารีบุตร กุลบุตรหรือกุลธิดาใดๆ ใคร่จะประพฤติจริยาในปรัชญาปาระมิตาอันลึกซึ้ง เขาพึงพิจารณาอย่างนี้ คือพิจารณาขันธ์ ๕ และความสูญโดยสภาพ รูปคือความสูญ ความสูญนั่นแหละคือรูป ความสูญไม่อื่นไปจากรูป รูปไม่อื่นไปจากความสูญ รูปอันใดความสูญก็อันนั้น ความสูญอันใด รูปก็อันนั้น

อนึ่ง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็คือความสูญอย่างเดียวกัน ท่านสารีบุตร ธรรมทั้งปวง มีความสูญเป็นลักษณะ ไม่เกิด ไม่ดับ ไม่มัวหมอง ไม่ผ่องแผ้ว ไม่หย่อน ไม่เต็ม อย่างนี้ เพราะฉะนั้นแหละ ท่านสารีบุตร ในความสูญจึงไม่มี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่มีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรม

ไม่มีจักษุธาตุ จนถึงมโนธาตุ ธรรมชาตินั้น วิญญาณธาตุ ไม่มีวิชชา ไม่มีอวิชชา ไม่มีความสิ้นไปแห่งวิชชา และอวิชชา จนถึงไม่มี ความแก่ ความตาย ไม่มีความสิ้นไปแห่ง ความแก่ ความตาย ไม่มีทุกข์ สมุห์ทัย นิโรธ มรรค ไม่มีญาณ ไม่มีการบรรลุ ไม่มีการไม่บรรลุ

ท่านสารีบุตร เพราะฉะนั้น ผู้ดำเนินตามปรัชญาปาระมิตา ของพระโพธิสัตว์ทั้งหลายแล้วแต่ยังมีกิเลสห่อหุ้มจิตอยู่ ก็เพราะยังมิได้บรรลุ คืนนั้นจึงไม่สะดุ้งกลัว ก้าวล่วงความขัดข้องสำเร็จพระนิพพานได้ ก็เพราะความไม่มีกิเลสห่อหุ้มจิตพระพุทธเจ้าทั้งปวง ผู้ตั้งอยู่ในกาลทั้งสามทรงดำเนินตามปรัชญาปาระมิตาได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เพราะฉะนั้น จึงทูลทราบมหามนต์

ในปรัชญาปาระมิตา อันเป็นมหาวิทยามนต์ อนุตตะระมนต์ อะสัมมะสมมนต์ สัพพะทุกข์ กับสมณมนต์ นี้เป็นสัจจะ เพราะไม่ผิดพลาดมนต์ที่ท่านกล่าวไว้ ในปรัชญาปาระมิตา คือดูก่อน ความรู้ ไป ไป ไปสู่ฝั่ง ไปให้ถึงฝั่งสวาหา

ท่านสารีบุตร สัตว์ผู้จะตรัสรู้ พึงศึกษาจริยาในปรัชญาปาระมิตาอย่างนี้ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาค ทรงออกจากสมาธินั้นแล้วได้ประทานสาธุการ แก่พระอริยอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ว่าถูกแล้ว ถูกแล้ว กุลบุตร ข้อนั้นเป็นอย่างนั้น กุลบุตร จริยาในปรัชญาปาระมิตา อันลึกซึ้งนั้นอันบุคคลพึงประพฤติอย่างนี้ พระตถาคตอรหันต์เจ้าทั้งหลาย

ย่อมทรงอนุโมทนาอย่างที่ท่านยกขึ้นแสดงแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำนี้จบลงแล้ว ท่านพระสารีบุตร พระอริยะอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์บริษัทอันมีประชุมชนทุกเหล่าและสัตว์โลกพร้อมทั้งเทวา มนุษย์ อสูร คนธรรพ์ ก็มีใจเบิกบานชื่นชมภาษิต ของพระผู้มีพระภาค ด้วยประการฉะนี้  อ้างอิงจาก http://www.montradevi.org



ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร

อายาวะโลกิ ติซัวรา โบดิสัตจัว กรรมบิรัม ปรัชญาปารมิตาจารัม จารา มาโน
วียาวะโลกิ ติสมา ปัญจะ สกันดา อะสัตตัสจา ซัวปาวะสูญนิยะ ปาสัตติสมา
อีฮา สารีบุทรา รูปังสูญญะ สูญนิยะตา อีวารูปา
รูปานา เวทะสูญนิยะตา สูญญา นายะนา เวทะ ซารูปัง 
ยารูปัง สา สูญนิยะตะยา สูญนียะตา ซารูปัง 
อี วา วีดานา สังญาสัง สการา วียานัม
อีฮา สารีบุทรา ซาวาดามา สูญนิยะตะ ลักษาณา 
อานุภานา อานิรูตา อะมะระ อะวิมะลา อานุนา อาปาริปุนา
ทัสมา ต สารีบุทรา สูญนิยะตายะ นารูปัง นาวิยานา นาสังญานา สังสการานา วียานัม 
นา จักษุ โสตรา กรรณนา ชิวหา กายา มะนา ซานะรูปัง 
สัพพะ กันดา รัสสัส สปัตตะ วียา ดามา
นาจักษุ ดาตุ ยาวะนา มะโนวีนยะนัม ดาตุ นาวิดียา นาวิดียา เจียโย 
ยาวัดนา จาระมา ระนัม นะจาระมา ระนัม เจียโย
นาตุขา สมุดา นิโรดา มาคา นายะนัม นาประติ
นาอะบิส สะมะยัง ตัสมาตนะ ปรัตติถา โพธิสัตวะนัม 
ปรัชญา ปารมิตา อาสริดะ วิหะรัชชะ จิตตา อะวะระนา 
จิตตา อะวะระนา จิตตา อะวะระนา นัสติ ตวะนะ ทรัสโส 
วิปาริ ยะซา อาติกันดา นิสทรา เนียวานัม
ทรียาวะ เรียววะ สิทธะ สาวา บุดดา ปรัชญา ปารมิตา
อาสวิชชะ อะนุตตะระ สัมยัก สัมโบดิม อะบิ สัมโบดา
ทัสมาต เนียทาวียา ปรัชญา ปารมิตา มหามันทรา 
มหาวิทยะ มันทรา อะนุตตะระ มันตรา อสมา สมาธิ มันทรา 
สาวา ตุขา ปรัชสา มานา สังญา อามิ เจียจัว
ปรัชญา ปารมิตา มุขา มันทรา ตะติติยะ
"คะเต คะเต ปาระคะเต ปาระสังคะเต โบดิซัวฮา"



คำแปล ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร



พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ผู้ประกอบด้วยโลกุตรปัญญาอันลึกซึ้ง 

ได้มองเห็นว่า โดยธรรมชาติแท้แล้ว ขันธ์ทั้งห้านั้นว่างเปล่า 

และด้วยเหตุที่เห็นเช่นนั้น จึงได้ก้าวล่วง พ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้

สารีบุตร รูปไม่ต่างจากความว่าง ความว่าง ก็ไม่ต่างไปจากรูป 

รูปคือความว่างนั่นเอง และความว่างก็คือรูปนั่นเอง 

เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ก็เป็นดังนี้ด้วย 

สารีบุตร ธรรมทั้งหลาย มีธรรมชาติแห่งความว่าง ไม่ได้เกิดขึ้น
และไม่ได้ดับลง

ไม่ได้สะอาดและไม่ ได้สกปรก ไม่ได้เพิ่มขึ้นไม่ได้ลดลง 

ดังนั้น ในความว่างจึงไม่มีรูป ไม่มีเวทนา หรือสัญญา ไม่มีสังขาร 
หรือวิญญาณ

ไม่มีตาหรือหู ไม่มีจมูกหรือลิ้น ไม่มีกายหรือจิต ไม่มีรูปหรือเสียง ไม่มีกลิ่นหรือรส 

ไม่ มีโผฏฐัพพะหรือธรรมารมณ์ ไม่มีโลกแห่งผัสสะ หรือวิญญาณ 

ไม่มีอวิชชา และไม่มีความดับลงแห่งอวิชชา ไม่มีความแก่
และความตาย

และไม่มีความดับลงซึ่งความแก่ และความตาย ไม่มีความทุกข์ 

และไม่มีต้น เหตุแห่งความทุกข์ ไม่มีความดับลงแห่งความทุกข์ 

และไม่มีมรรคทางให้ถึง ซึ่งความดับลงแห่งความทุกข์ 

ไม่มีการประจักษ์แจ้งและไม่มีการลุถึง เพราะไม่มีอะไรที่จะต้องลุถึง 

พระโพธิสัตว์ผู้วางใจในโลกุตรปัญญา 
จะมีจิตที่เป็นอิสระจากอุปสรรคสิ่งกีดกั้น 

เพราะจิตของพระองค์เป็นอิสระ จาก อุปสรรคสิ่งกีดกั้น

พระองค์จึงไม่มีความกลัวใดๆ ก้าวล่วงพ้นไปจากมายาหรือสิ่งลวงตา

ลุถึงพระนิพพานได้ในที่สุด พระพุทธในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ผู้ทรงวางใจในโลกุตรปัญญา ได้ประจักษ์แจ้งแล้วซึ่งภาวะอันตื่นขึ้น 

อันเป็นภาวะที่สมบูรณ์และไม่มี ใดอื่นยิ่ง ดังนั้น จงรู้ได้เถิดว่า 
โลกุตรปัญญา 

เป็นมหามนต์อัน ศักดิ์สิทธิ์ เป็นมนต์แห่งความรู้อันยิ่งใหญ่ 

เป็นมนต์อันไม่มีมนต์อื่น ยิ่งกว่า เป็นมนต์อัน
ไม่มีมนต์อื่นใดมาเทียบได้

ซึ่งจะตัดเสียซึ่งความทุกข์ทั้งปวง

นี่เป็นสัจจะ เป็นอิสระจากความเท็จทั้งมวล ดังนั้น 
จงท่องมนต์แห่งโลกุตรปัญญา

คะเต คะเต ปาระคะเต ปาระสังคะเต โพธิ สวาหา 

ไป ไป ไปยังฟากฝั่งโน้น ไปให้พ้นอย่างสิ้นเชิง 
ลุถึง การรู้แจ้ง ความเบิกบาน




อานิสงส์ ที่จากการสวดมนต์ภาวนา ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร 

1.เพื่อเพิ่มพูนสติปัญญา ให้สามารถเห็นแจ้งในธรรมะ
2.เพื่อการบรรลุภาวะการเป็นผู้มีดวงตาเห็นธรรม
3.เพื่อ การตรัสรู้และการบรรลุนิพพานโลกธาตุในที่สุด 

สำหรับผู้ที่มีเวลา น้อย เดินทางเสี่ยงต่ออันตราย หรือ เผชิญภาวะฉุกเฉิน 
และ ต้องการตั้งสติขจัดความตื่นกลัวออกไปโดยเร็ว ควรบริกรรม โดยใช้บทสวดมนต์ย่อว่า 
"คะเต คะเต ปาระคะเต ปาระสังคะเต โพธิสวาหา"
ซ้ำ หลาย ๆ ครั้ง ท่านหลวงจีนเฮียงจั๋ง (พระถังซำจั๋ง) ท่านกล่าวว่า
ท่านสวด บทนี้เมื่อท่านอยู่ในภาวะคับขันในการเดินทางข้ามทะเลทราย 
ท่านเชื่อว่า ทำให้มีสติตั้งมั่น เกิดปัญญา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง

อ้างอิงจาก - http://www.oknation.net/blog/buddhamantra/2007/06/30/entry-1



Heart Sutra



The Heart Sūtra (Sanskrit: प्रज्ञापारमिताहृदय Prajñāpāramitā Hṛdaya; Chinese: 般若波羅蜜多心經; pinyin: Bōrěbōluómìduō Xīnjīng)

The Heart Sūtra is a member of the Perfection of Wisdom (Prajñāpāramitā) group of Mahāyāna Buddhist literature, and along with the Diamond Sūtra, is perhaps the most prominent representative of the genre.

The Heart Sūtra is made up of 14 shlokas in Sanskrit; a shloka is composed of 32 syllables. In Chinese, it is 260 Chinese characters, while in English it is composed of sixteen sentences. This makes it one of the shortest of the Perfection of Wisdom texts, which exist in various lengths up to 100,000 shlokas. According to Buddhist scholar and author Geshe Kelsang Gyatso in his commentary to the Heart Sūtra:

The Essence of Wisdom Sutra (Heart Sūtra) is much shorter than the other Perfection of Wisdom sūtras but it contains explicitly or implicitly the entire meaning of the longer Sutras.

This sutra is classified by Edward Conze as belonging to the third of four periods in the development of the Perfection of Wisdom canon, although because it contains amantra (sometimes called a dharani), it does overlap with the final, tantric phase of development according to this scheme, and is included in the tantra section of at least some editions of the Kangyur. Conze estimates the sutra's date of origin to be 350 CE; some others consider it to be two centuries older than that. Recent scholarship is unable to verify any date earlier than the 7th century CE.

The Chinese version is frequently chanted (in the local pronunciation) by the Chan (Zen/Seon/Thiền) school during ceremonies in China, Japan, Korea, and Vietnamrespectively. It is also significant to the Shingon Buddhist school in Japan, whose founder Kūkai wrote a commentary on it, and to the various Tibetan Buddhist schools, where it is studied extensively.

The sūtra is in a small class of sūtras not attributed to the Buddha. In some versions of the text, starting with that of Fayue dating to about 735 the Buddha confirms and praises the words of Avalokiteśvara, although this is not included in the preeminent Chinese version translated by Xuanzang. The Tibetan canon uses the longer version, although Tibetan translations without the framing text have been found at Dunhuang. The Chinese Buddhist canon includes both long and short versions, and both versions exist in Sanskrit.

Origin and early translations


The Heart Sūtra, it is generally thought, is likely to have been composed in the 1st century CE in Kushan Empire territory, by a Sarvastivadin or ex-Sarvastivadin monk. The earliest record of a copy of the sūtra is a 200-250CE Chinese version attributed to the Yuezhi monk Zhi Qian. It was supposedly translated again byKumarajiva around 400CE, although John McRae and Jan Nattier have argued that this translation was created by someone else, much later, based on Kumarajiva'sLarge Sūtra. Zhi Qian's version, if it ever existed, was lost before the time of Xuanzang, who produced his own version in 649CE, which closely matches the one attributed to Kumarajiva. Xuanzang's version is the first record of the title "Heart Sūtra" (心經 xīnjīng) being used for the text, and Fukui Fumimasa has argued thatxinjing actually means dharani scripture. According to Huili's biography, Xuanzang learned the sutra from an inhabitant of Sichuan, and subsequently chanted it during times of danger in his journey to the West.
[edit]Nattier hypothesis


However, based on textual patterns in the Sanskrit and Chinese versions of the Heart Sūtra and the Mahaprajnaparamita Sutra, scholar Jan Nattier has suggested that the earliest (shortest) version of the Heart Sūtra was probably first composed in China in the Chinese language from a mixture of Indian-derived material and new composition, and that this assemblage was later translated into Sanskrit (or back-translated, in the case of most of the sūtra). She argues that the majority of the text was redacted from a Larger Sutra on the Perfection of Wisdom, which had originated with a Sanskrit Indian original, but that the "framing" passages (the introduction and concluding passages) were new compositions in Chinese by a Chinese author, and that the text was intended as a dharani rather than a sūtra. The Chinese version of the core (i.e. the short version) of the Heart Sūtra matches a passage from the Large Sutra almost exactly, character by character; but the corresponding Sanskrit texts, while agreeing in meaning, differ in virtually every word. Furthermore, Nattier argues that there is no evidence (such as a commentary) of a Sanskrit version before the 8th century CE, and she dates the first evidence (in the form of commentaries by Xuanzang's disciples Kuiji and Wonch'uk, and Dunhuang manuscripts) of Chinese versions to the 7th century CE. She considers attributions to earlier dates "extremely problematic". In any case, the corroborating evidence supports a Chinese version at least a century before a Sanskrit version. This theory has gained support amongst some other prominent scholars of Buddhism, but is by no means universally accepted.

The Zhi Qian version is titled Po-jo po-lo-mi shen-chou i chuan or Prajnaparamita Dharani; the Kumarajiva version is titled Mo-ho po-jo po-lo-mi shen-chou i chuan or Maha Prajnaparamita Mahavidya Dharani. Xuanzang's was the first version to use Hrdaya or "Heart" in the title.

Despite the common name Heart Sūtra, the word sūtra is not present in known Sanskrit manuscripts. Xuanzang's was also the first version to call the text a sutra. No extant Sanskrit copies use this word, though it has become standard usage in Chinese and Tibetan, as well as English.

Some citations of Zhi Qian's and Kumarajiva's versions prepend moho (which would be maha in Sanskrit) to the title. Some Tibetan editions add bhagavatī, meaning "Victorious One" or "Conqueror", an epithet of Prajnaparamita as goddess.

In the Tibetan text the title is given first in Sanskrit and then in Tibetan:
Sanskrit: Bhagavatīprajñāpāramitāhṛdaya
Tibetan: བཅོམ་ལྡན་འདས་མ་ཤེས་རབ་ཀྱི་ཕ་རོལ་ཏུ་ཕྱིན་པའི་སྙིང་པོ, 
Wylie: bcom ldan 'das ma shes rab kyi pha rol tu phyin pa'i snying po
English: Heart of Perfect Wisdom

Various commentators divide this text into different numbers of sections. Briefly, the sutra describes the experience of liberation of the ''bodhisattva'' of compassion,Avalokiteśvara, as a result of insight gained while engaged in deep meditation to awaken the faculty of prajña (wisdom). The insight refers to apprehension of the fundamental emptiness of all phenomena, known through and as the five aggregates of human existence (skandhas): form (rūpa), feeling (vedanā), volitions (samskārā), perceptions (saṁjñā), and consciousness (vijñāna).

The specific sequence of concepts listed in lines 12-20 ("...in emptiness there is no form, no sensation, ... no attainment and no non-attainment") is the same sequence used in the Sarvastivadin Samyukta Agama; this sequence differs in compable texts of other sects. On this basis, Red Pine has argued that the Heart Sūtra is specifically a response to Sarvastivada teachings that ],in the sense "phenomena" or its constituents, are real. Lines 12-13 enumerate the five skandhas. Lines 14-15 list the twelve ayatanas or abodes. Line 16 makes a reference to the eighteen dhatus or elements of consciousness, using a conventional shorthand of naming only the first (eye) and last (conceptual consciousness) of the elements. Lines 17-18 assert the emptiness of the Twelve Nidānas, the traditional twelve links of dependent origination. Line 19 refers to the Four Noble Truths.

Avalokiteśvara addresses Śariputra, who was, according to the scriptures and texts of the Sarvastivada and other early Buddhist schools, the promulgator of abhidharma, having been singled out by the Buddha to receive those teachings. Avalokiteśvara famously states that, "Matter is empty, emptiness is matter." and declares the skandhas themselves to be dependently originated (i.e. empty). Avalokiteśvara then goes through some of the most fundamental Buddhist teachings such as the Four Noble Truths and explains that in emptiness none of these notions apply. This is interpreted according to the concept of smaran as saying that teachings, while accurate descriptions of conventional truth, are mere statements about reality – they are not reality itself – and that they are therefore not applicable to the ultimate truth that is by definition beyond our comprehending. Thus the bodhisattva, as the archetypal Mahāyāna Buddhist, relies on the perfection of wisdom, defined in the larger Perfection of Wisdom sutra to be the wisdom that perceives reality directly without conceptual attachment. This perfection of wisdom is condensed in the mantra with which the sutra concludes.

It is unusual for Avalokiteśvara to be in the central role in a Prajñāpāramitā text. Early Prajñāpāramitā texts involve Subhuti, who is absent from both versions of the Heart Sūtra, and the Buddha who is only present in the longer version. This could be considered evidence that the text is Chinese in origin
Mantra

Jan Nattier points out in her article on the origins of the Heart Sūtra that this mantra in several variations is present in the Chinese Tripiṭaka associated with several different Prajñāpāramitā texts The version in the Heart Sūtra runs:

Sanskrit IAST: gate gate pāragate pārasaṃgate bodhi svāhā
Sanskrit Devanāgarī: गते गते पारगते पारसंगते बोधि स्वाहा
Sanskrit IPA: ɡəteː ɡəteː paːɾəɡəteː paːɾəsəŋɡəte boːdʱɪ sʋaːɦaː
Chinese: 揭諦揭諦 波羅揭諦 波羅僧揭諦 菩提娑婆訶
Japanese:ギャーテーギャーテーハーラーギャーテーハラソーギャーテーボージーソワカー
Korean: 아제아제 바라아제 바라승아제 모지사바하
Tibetan: ག༌ཏེ༌ག༌ཏེ༌པཱ༌ར༌ག༌ཏེ༌པཱ༌ར༌སཾ༌ག༌ཏེ༌བོ༌དྷི༌སྭཱ༌ཧཱ།
Malayalam: ഗതേ ഗതേ പാരഗതേ പാരസംഗതേ ബോധി സ്വാഹാ
Tamil: கதே கதே பாரகதே பாரஸங்கதே போதி ஸ்வாஹா
Bengali: গতে গতে পারগতে পারসংগতে বোধি স্বাহা
Thai: คเต คเต ปารคเต ปารสงฺคเต โพธิ สวาหา (คะเต คะเต ปาระคะเต ปาระสังคะเต โพธิ สะวาหา)
Vietnamese: Yết đế, yết đế , Ba la yết đế, Ba la tăng yết đế, Bồ đề tát bà ha
Fillipino: Nawala, Nawala, Nawala lampas, Nawala ganap na lampas, gumulantang! kaya ito
[edit]Chinese exegesis


In the traditions of Chinese Buddhism in the Sinosphere, it is said that the Indian masters who came to China to translate Sanskrit texts never translated mantras into Chinese because they knew this could not be done. They also held that it was impossible to explain the esoteric meanings of the mantras in words. It is said that when a devotee succeeds in realizing singleness of mind (samādhi) by repeating a mantra, then its profound meaning will be clearly revealed to him or her.

Tibetan exegesis  Each Buddhist tradition with an interest in the Heart Sūtra seems to have its own interpretation of the sūtra, and therefore of the mantra. As Alex Wayman commented: One feature of these commentaries [in Tibetan] on the Heart Sūtra struck me quite forcibly: each commentary seemed so different to the others, and yet they all seemed to show in greater or lesser degree the influence of the Mādhyamika school of Buddhist philosophy.

Donald Lopez goes further to suggest:

The question still remains of the exact function of the mantra within the sutra, because the sutra provides no such explanation and the sadhanas make only perfunctory references to the mantra. Tibetan exegesis of the mantra tends to look back on it from a Tantric point of view. For instance seeing it as representing progressive steps along the five paths of the Bodhisattva, through the two preparatory stages (the path of accumulation and preparation – gate, gate), through the first part of the first bhumi (path of insight – pāragate), through the second part of the first to the tenth bhumi (path of meditation – Pārasamgate), and to the eleventh bhumi (stage of no more learning – bodhi svāhā). As Geshe Kelsang Gyatso explains in Heart of Wisdom:

This mantra, retained in the original Sanskrit, explains in very condensed form the practice of the five Mahayana paths, which we attain and complete in dependence upon the perfection of wisdomThe current Dalai Lama explains the mantra in a discourse on the Heart Sutra both as an instruction for practice and as a device for measuring one's own level of spiritual attainment, and translates it as go, go, go beyond, go thoroughly beyond, and establish yourself in enlightenment. In the discourse, he gives a similar explanation to the four stages (the four go's) as in the previous paragraph.

Edward Conze attempted to render the mantra into English as: "gone gone, gone beyond, gone altogether beyond, O what an awakening, all hail!" There are several approaches to translating the mantra, most of which assume that the mantra obeys the rules of Classical Sanskrit. However, the string of words resists analysis and, like most mantras, is not a grammatical sentence.

The Heart Sūtra has been set to music a number of times. Many singers solo this sutra. The Buddhist Audio Visual Production Centre (佛教視聽製作中心) produced an album of recordings of theHeart Sūtra in 1995 featuring a number of Hong Kong pop singers, including Alan Tam, Anita Mui and Faye Wong and composer by Andrew Lam Man Chung (林敏聰) to raise money to rebuild the Chi Lin Nunnery. Other Hong Kong pop singers, such as the Four Heavenly Kings sang the Heart Sūtra to raise money for relief efforts related to the 1999 Chichi earthquake. Shaolin Monk Shifu Shi Yan Ming also recites the Sutra at the end of the song "Life Changes" by the Wu-Tang Clan, in remembrance of the deceased member ODB. The outro of the b-side song Ghetto Defendant by the British first wave punk band The Clash also features the heart sutra, recited by American beat poet Allen Ginsberg. A slightly edited version is used as the lyrics for Yoshimitsu's theme in the PlayStation 2game Tekken Tag Tournament. An Indian styled version was also created by Bombay Jayashri title named - Ji Project.


สวัสดีวันพระ วันมาฆบูชา ถึงแม้ว่าจะโพสช้าไปนิด แต่ก็โพสด้วยใจนะคะ อนุโทนาทุกท่านคะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น