อยู่นี่แล้ว


วันเสาร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2555

Portishead - Roads ; แปลโดย เอมิลี่


Oh, can't anybody see,
We've got a war to fight,
Never found our way,
Regardless of what they say.

How can it feel, this wrong,
From this moment,
How can it feel, this wrong.

Storm,
In the morning light,
I feel,
No more can I say,
Frozen to myself.

I got nobody on my side,
And surely that ain't right,
Surely that ain't right.

Oh, can't anybody see,
We've got a war to fight,
Never found our way,
Regardless of what they say.

How can it feel, this wrong,
From this moment,
How can it feel, this wrong.

How can it feel this wrong,
From this moment,
How can it feel, this wrong.

Oh, can't anybody see,
We've got a war to fight,
Never found our way,
Regardless of what they say.

How can it feel, this wrong,
From this moment,
How can it feel, this wrong.


คงไม่มีใครสังเกต เห็น 
ว่าสงคราม การต่อสู้ที่เกิดขึ้น 
ปราศจากซึ่ง หนทาง
คะนึงถึง ถ้อยคำ อะไรที่เคยว่าไว้ 

จะรู้สึกได้อย่างไร  ว่าผิด 
จาก ณ ตอนนี้ 
จะรู้สึกได้อย่างไร  ว่าผิด 

พายุ  ณ เช้าตรู่สว่างใส
ฉันรู้
คงไม่มีอะไรที่ต้องพูด...
ตัวที่แข็งทื่อยังกะแช่เย็น 

ไม่มีใครในใจฉัน ไม่มี 
ใช่ ไม่มันไม่ควรเป็นอย่างนี้
ไม่มันไม่ควรเป็นอย่างนี้

โอววส์ ไม่มีใครเข้าใจฉัน
มันคือสงครามเย็นระหว่างความสัมพันธ์
สงครามที่ไม่มีข้อยุติ
ลืมซึ่ง ถ้อยคำ อะไรที่เคยว่าไว้ 

จะรู้สึกได้อย่างไร ว่าพลาด
ณ จากนี้ 
จะรู้สึกได้อย่างไร ว่าพลาด

(ดนตรี)

จะรู้สึกได้อย่างไร ว่าพลาด
ณ จากนี้ 
จะรู้สึกได้อย่างไร ว่าพลาด


ช่วยบอกฉันหน่อย 
ได้โปรด ช่วยบอกฉันที 

จะรู้สึกได้อย่างไร ว่าพลาด
ณ จากนี้ 
จะทำอย่างไร ?


วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2555

กลิ่นดนตรีล้านนาในงานปอยหลวง บนอดีตดินแดนล้านนา

กลิ่นดนตรีล้านนาในงานปอยหลวง บนอดีตดินแดนล้านนา


นักดนตรีวงกลองบูชา จากศรัทธาวัดปงชัย 

ดนตรีในงานปอยหลวงสันนิษฐานแรกเริ่มปรากฏจารึกเขาสุมนกูฏ ทำให้ทราบถึงความสัมพันธ์ทางด้านพุทธศาสนาระหว่างอาณาจักรในยุคนั้น การกระจัดกระจายของเมือง ดินแดนชาติพันธุ์ที่ยังเป็นรัฐอิสระได้พยายามเก็บเกี่ยวอารยะธรรม วัฒนธรรม ศาสนา จากรัฐที่เจริญ (คือ สุโขทัย) ฉะนั้นความร่วมสมัยของดนตรีในยุคนี้ถึงมีบทหน้าที่เป็นอย่างมากในการประโคม สรรเสริญให้เกิดศรัทธาแก่พระพุทธศาสนาเช่นเดียวกับดนตรีประโคมต้อนรับสุมนเถระที่มาจากสุโขทัย ฉะนั้นนโยบายหลักทางการเมืองของพญาลิไทยจึงไม่ใช่เพียงแค่การใช้กำลังไพร่พล ทหาร มายึดครองแดนเพื่อผลประโยชน์ของตน แต่เป็นนโยบายการใช้ศาสนา วัฒนธรรมกระจายไปสู่เมืองต่างๆ ซึ่งหากนับรวมความเป็นดนตรีแล้วสุโขทัยได้ประสบความสำเร็จในการครองงำเมืองต่างๆ ด้วยศาสนาวัฒนธรรมไปแล้ว

วัยรุ่นกำลังแห่ ส่าย ต้นครัวทาน ในเพลงกินตับ อันเปิดแห่ประโคมโดยรถเทค อย่างสนุกสุดเหวี่ยง 

เนื้อความดนตรีปรากฏตามจารึก “สาธุการบูชาอีกดุริยาพาทย์พิณฆ้องกลองเสียงดังสิพอดังดินจักหล่มอันไซร้ (เพียงดินจะถล่มนั้น)” ดนตรีมีหน้าที่ประโคมให้เกิดความศรัทธาบูชาในพระศาสนาปรากฏ พาทย์ พิณ ฆ้อง และกลอง ประโคมดังเสมือนฟ้าดินจะถล่ม เนื้อความทำให้ทราบได้ว่าดนตรีก็ถือเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งของศาสนา ในการแผ่กระจายอำนาจซ่อนเร้นเพื่อเข้าสู่ความเชื่อ ศรัทธาที่แรงกล้าจนกระทั่งสามารถลบล้างความเชื่อพื้นถิ่นเดิมเสียจนเกือบหมดสิ้น เพราะฉะนั้นอำนาจทางเสียงจึงมาคู่กับอำนาจทางความเชื่อในศาสนาสู่การศรัทธา ด้วยเครื่องไทยทานฉลองพระพุทธบาทดังนี้


“สองขอก (ข้าง) หนทาง ย่อมตั้งกัลปพฤกษ์ใส่รมยวลดอกไม้” แปลว่า สองข้างทางเรียงรายไปด้วยต้น กัลปพฤกษ์ ประดับประดาด้วยดอกไม้ คล้ายต้นครัวทาน ดังเช่นประเพณีงานปอยหลวงในภาคเหนือปัจจุบัน ต้นครัวทาน หรือไทยทาน คือการจำลองต้นไม้ (กัลปพฤกษ์) ที่ชาวบ้านนำปัจจัยอาหาร ข้าวของเครื่องใช้ ปัจจัย ถวายทานไว้ภายภาคหน้า (ยุคพระศรีอาริยเมตไตรย) และ“ปลูกธงปฎากทั้งสองปลาก (ฟาก) หนทาง ย่อมเรียงขัน” มีธงปลูกเรียงรายไปตามสองฟาก (ปัจจุบันมีตุง) พร้อมด้วยขันหมากพลูบูชาอภิรมย์ คือการต้อนรับโดยยินดีแสดงเรียงรายจนถึงงานเฉลิมฉลองที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท ปรากฏซึ่งดนตรีเล่นประโคมอย่างสนั่นหวั่นไหว ประโคมอย่างครื้นเครง เล่าถึงบรรยากาศงานบุญที่ครื้นเครงไปด้วยเสียงดนตรีของเทศกาล ซึ่งโดยปกติแล้วสังคมสมัยนั้นเป็นสังคมแห่งความเงียบ ขาดด้วยมหรสพ รื่นเริง วัฒนธรรมเสียงเครื่องโลหะแห่ประโคมถือว่าศักดิ์สิทธิ์ 


คนล้านนาสมัยนั้นรับเอาวัฒนธรรมเหล่านี้จากสุโขทัย ดนตรีดังกล่าวคือดนตรีวัด สถานที่รวมศูนย์อำนาจจักรวาลตามคติความเชื่อเดิม งานปอยหลวงนิยมจัดขึ้นเพื่อสมโภชวัดวาอารามในเดือนหก (มีนาคม) เพราะเป็นช่วงเดือนสุดท้ายของปี โดยทั่วไปแล้วหมู่บ้านหรือชุมชนจะมีวัดประจำหมู่บ้านหนึ่งวัดเป็นอย่างน้อย ส่วนใหญ่เป็นวัดขนาดเล็ก เป็นที่สั่งสอนวิชา ศิลปะ ประเพณีและวัฒนธรรมล้านนา ในที่นี้รวมถึงวัฒนธรรมการดนตรีด้วย เมื่อมีการสร้างศาสนสถานหรือบูรณปฏิสังขรณ์อาคารหรือสิ่งก่อสร้าง จึงเกิดเป็นการเฉลิมฉลองซึ่งมักจะจัดเป็นงานมหรสพใหญ่โตนิยมจัด ๓ วัน ๓ คืน จัดโดยชุมชนซึ่งสมัยก่อนอาจมีเจ้าภาพเป็นกษัตริย์ ถวายข้าวัด ข้าวของเครื่องใช้ เครื่องดนตรีแห่ประโคม ดังปรากฏในตำนานพระธาตุจอมทอง 


นักดนตรีวงกลองบูชา จากศรัทธาวัดปงชัย 

 งานปอยหลวงเป็นมหกรรมของงานมหรสพของชุมชนส่งให้เกิดการติดต่อแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม เกิดการว่าจ้างช่างซอ ช่างปี่ นักดนตรีพาทย์ฆ้อง ตามหมู่บ้านใกล้เคียง ช่วงนี้เป็นช่วงเวลางานของเหล่านักดนตรีภายหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว วัฒนธรรมดนตรีล้านนาส่วนใหญ่ถูกสืบทอดตามชุมชน ในแต่ละชุมชนจะมีศิลปินพื้นบ้านถืออาชีพนักดนตรีเป็นอาชีพรองจากเกษตรกรรม สืบทอดการดนตรีภายในครอบครัวและผู้สนใจ ดนตรีในงานปอยหลวงนั้นนอกจากจะมีดนตรีจากหมู่บ้านใกล้เคียงเข้ามามีส่วนร่วมแล้ว ยังมีวงดนตรีและต่างแสดงจากหัววัดในต่างตำบล อำเภอ ตลอดถึงต่างจังหวัดเข้ามาแสดงดนตรี ฟ้อนรำ เป็นพุทธบูชารวมถึงแห่ประโคมต้นครัวตาน (เครื่องไทยทาน) เพื่อร่วมทำบุญ ซึ่งเครื่องดนตรีส่วนใหญ่สมัยก่อนจะถูกเก็บรักษาไว้ที่วัด เป็นสมบัติส่วนกลางของชุมชน เช่น ฆ้อง กลอง และเครื่องแห่ประโคมต่างๆ ด้วยบทบาทหน้าที่ของดนตรีเหล่านี้มีความใกล้ชิดในพิธีกรรมทางศาสนาและชุมชน สิ่งเหล่านี้เกิดเป็นความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ระหว่างสถาบันวัด และชุมชนเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

แหล่งมหรสพเหล่านี้ส่วนใหญ่จะอยู่ติดกำแพงวัด ลานหน้าวัดหรือเรียกกว่า “ข่วงวัด” ไม่สามารถเข้าไปบรรเลงในวัด เพราะบางมหรสพมีการหยอกล้อสัปดน บรรเลงแห่ประโคมตลอดทั้งวัน บ้างก็มีการละเล่นต่างๆ อยู่จนดึกดื่นตลอดทั้งคืน บางครั้งทางวัดก็มีการจัดข้าวปลาอาหารและที่หลับนอนให้กับคณะศรัทธาที่เดินทางมาไกลพักอาศัย อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับงานปอยหลวงก็คือ “การขับซอ” ส่วนมากเรื่องราวที่ขับจะเป็นพวกชาดกต่างๆ ในตำนานปกิณกะ มีเนื้อหาอิงธรรมะ สอนจริยธรรม ความกตัญญู ค่านิยมที่ถูกที่ควรในสังคมปัจจุบัน ตลอดจนนิทานสอนใจต่างๆ สอดแทรกไปด้วยมุขตลกไม่น่าเบื่อ เป็นการแสดงที่ชาวบ้านชอบมาก ถึงกับขนเสื่อมาปูรอตั้งแต่เช้ามืด โดยกรรมวิธีการจัดการมหรสพเหล่านี้จะผ่านการตัดสินใจโดยเสียงโหวตของชุมชนและกรรมการวัด ให้หาศิลปินพื้นบ้านมาอย่างเหมาะสมตามความต้องการชองชุมชนมาแสดงบนผามซอ หรือ “ค้างซอ” ที่เป็นจุดเด่นของงานมหรสพเป็นอีกกลไกสำคัญในการสืบทอดวรรณกรรมมุขปาฐะล้านนา ในอดีตบางวัดจะมีผามเปี๊ยะไว้ให้ชายหนุ่มบรรเลง แลกเปลี่ยนเทคนิควิทยาการเล่นเปี๊ยะ ส่วนมากจะจัดบริเวณทุ่งนาหน้าวัดเป็นที่สุมชุมนุมของชายหนุ่มสมัยก่อน ทั้งอวดเปี๊ยะ อวดลายเปี๊ยะ และอวดลายขา (ลายสักบริเวณขา) สูบบุหรี่ กินเหล้า เล่นการพนัน พร้อมแลกเปลี่ยนมิตรภาพกันของชายหนุ่มระหว่างหมู่บ้าน และชุมชนรอบข้าง

 วิถี พานิชพันธุ์ กล่าวว่า วันที่สามของงานปอยหลวงเป็นวันแห่ครัวตานเข้าวัดจากต่างหมู่บ้าน ต่างตำบล ต่างอำเภอ หรือแม้แต่ต่างจังหวัด ที่มีความคุ้นเคยหรือความสัมพันธ์กับวัดเจ้าภาพ ชาวบ้านศรัทธาต่างพื้นที่จะเดินทางมาเป็นกลุ่มใหญ่เพื่อนำครัวทานมาจัดตั้งเป็นขบวนที่ค่อนข้างเป็นทางการก่อนแห่เข้าภายในวัด ขบวนครัวทานหัววัดประกอบด้วย “ขันเชิญ” คือพานใส่ข้าวตอกดอกไม้ ธูปเทียน มีมัคนายกของวัดนั้นๆ หรือหนาน (ผู้ที่เคยบวชเรียน) ถือนำขบวนตามมาด้วยกลุ่มช่างฟ้อน ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเมืองที่มักจะเป็นเด็กสาวสวย พร้อมวงดนตรีปี่แน กลองแอวที่บรรเลงจังหวะเนิบนาบ ส่วนพระสงฆ์จากหัววัดที่มีสัปทน (ร่ม) กั้นเดินนำคณะศรัทธา ปิดท้ายด้วยเครื่องครัวทานหรือต้นครัวทานที่จะถวายไว้กับวัดเจ้าภาพ เป็นริ้วบวนสวยงามวนมากช่วงท้ายของขบวนมักจะเป็นชายหนุ่มน้อยใหญ่เล่นตบมะผาบ ฟ้อนเจิง ฟ้อนดาบ ประกอบวงดนตรีกลองซิ่งมอง กลองปู่เจ่ก้นยาวสนุกสนานเฮฮา (วิถี พานิชพันธุ์ ๒๕๔๘) ซึ่งนับวันยิ่งหาดูได้ยากตามชุมชนรอบนอก หรือบางชุมชนที่มีการเข้ามาจัดตั้งชุมชนสมัยใหม่ เช่น บ้านจัดสรร เหล่านี้มีส่วนทำลายความเป็นชุมชนล้านนา สังคมชาวนา ชาวไร่เดิมทั้งสิ้น

 อานันท์ กาญจนพันธุ์ ได้กล่าวถึงความเป็นไปของวัฒนธรรมชุมชนล้านนาว่า ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมนั้นโหดร้ายต่อสังคมชาวนา ชาวไร่อย่างเหลือเกินนั้น ช่างเป็นความจริงแม้ในปัจจุบันเพราะพวกเขามักจะไม่ได้รับการยอมรับว่ามีบทบาทในการสร้างสรรค์ประวัติศาสตร์เสียเลย และนั่นก็หมายรวมถึงว่า ไม่มีบทบาทในการสร้างสรรค์วัฒนธรรมและประเพณีด้วย เพราะสิ่งที่เรียกกันว่าประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมประเพณีของสังคมนั้น ตลอดมามักจะถูกทำให้ดูเหมือนหนึ่งเป็นผลิตผลอยู่ในแวดวงของชนชั้นนำในสังคมเท่านั้น สำหรับสิ่งที่อาจเป็นประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมประเพณีของชาวนาชาวไร่ วีถีชีวิตชุมชนตลอดจนถึงวัดรอบนอกก็มักจะถูกมองเห็นว่าเป็นการตามกระแสวัฒนธรรมหลักหรือลอกเลียนจากวัฒนธรรมใหญ่ในสังคม ดังนั้นอะไรที่เป็นของชาวบ้าน ชุมชน จึงมักจะถือว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดสำหรับผู้ที่อยู่ในวัฒนธรรมใหญ่ และเห็นว่าวัฒนธรรมของชาวบ้านนั้นเป็นเพียงวัฒนธรรมเล็ก (อานันท์ กาญจนพันธุ์ ๒๕๒๗, ๑๙๕)

 เพราะฉะนั้นการศึกษาวัฒนธรรมการดนตรีส่วนมากในสถานศึกษาจึงเข้ามาศึกษาวัฒนธรรมใหญ่เป็นหลัก ทอดทิ้งวัฒนธรรมรากหญ้า ชุมชนล้านนาไปเกือบหมดสิ้น พร้อมการศึกษาวิจัยในมุมมองของผู้อยู่ในวัฒนธรรมใหญ่ มองวัฒนธรรมเล็กในบริบทของความแปลกประหลาด และสิ่งเหล่านี้ค่อยๆ ก่อตัวมาเป็นการศึกษาเชิงชาตินิยม ตลอดจนถึงการครอบงำทางด้านวัฒนธรรมจากวัฒนธรรมใหญ่ ส่งผลให้สังคมชุมชนวัฒนธรรมเล็ก ดิ้นรนและปรับตัวให้เป็นเหมือนวัฒนธรรมใหญ่มากขึ้นเพื่อต้องการลดความประหลาดตลอดจนสร้างความเป็นชาตินิยม ทับถมความเป็นท้องถิ่นนิยมตนเสียสิ้น

ส่งผลให้การศึกษาวิจัยภาษา วัฒนธรรม ดนตรี รวมถึงคติชนวิทยา ขาดข้อมูลซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาและต่อยอดความรู้ ตลอดไปจนถึงการพัฒนาประเทศอย่างมีแก่นสารต่อไป ถึงแม้บางชุมชนล้านนาจะไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมากนักเพราะยังห่างจากศูนย์กลางทางวัฒนธรรม ส่งผลให้วัฒนธรรมดนตรีท้องถิ่นดังกล่าวขาดความแข็งแรงสืบเนื่องเพราะสถาบันเจ้านายที่ล่มสลายไปแล้ว และสถาบันปกครองรัฐชาติ ไม่มีจุดยืนที่มั่นคงต่อกัน เกิดวัฒนธรรมดนตรีที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชนเดิมระหว่างรั้วโรงเรียนกับชุมชนหมู่บ้าน เป็นวัฒนธรรมดนตรีสมัยนิยมจากวัฒนธรรมใหญ่ เกิดนิยามความเป็นไทยตามคติชนชั้นนำสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์โดยการสถาปนาพระราชอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์เป็นรัฐชาติสมัยใหม่เข้าสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ตามมาด้วยการสร้างอัตลักษณ์ใหม่ร่วมกันในประเทศ คือจะต้องมีภาษา วัฒนธรรม และวิถีชีวิตเหมือนกัน ในวัฒนธรรมที่ประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่เป็นวัฒนธรรมแห่งชาติ 

วงกลองมองเซิงกำลังบรรเลงให้หญิงสาวในหมู่บ้านฟ้อนก๋ายลายอย่างสนุกสนาน

สิ่งเหล่านี้กำลังบ่อนทำลายวัฒนธรรมรากหญ้า ชุมชนไปทีละนิด ทีละน้อย ด้วยเรื่องวัฒนธรรมเป็นเรื่องของการผสมผสาน การปรับใช้ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ฉะนั้นวัฒนธรรมประดิษฐกรรมสร้างใหม่ไร้ประโยชน์ ตลอดจนไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตวิถีชุมชนหรือเพื่อการหลอมรวมอำนาจสู่รากฐานการพัฒนาระบอบทุนนิยม อย่างไม่จริงใจ กำลังเข้ามาครอบงำวัฒนธรรมชุนชน ลบเลือนความเป็นท้องถิ่นด้วยความเมินเฉย เพราะรัฐถือว่าวัฒนธรรมเหล่านี้เป็นวัฒนธรรมเล็ก วัฒนธรรมชายขอบ และด้วยมายาคติที่ต้องเพิกเฉยกับความจริงแบบรวมศูนย์อำนาจที่วัฒนธรรมใหญ่ ส่งผลให้วัฒนธรรมเหล่านี้กลายเป็นภาพเหมารวมของวิถีชุมชนแบบพอเพียงที่ไม่ต้องการสิ่งใดในการดำรงอยู่ ท่ามกลางกระแสรัฐบาลทุนนิยมผลประโยชน์ 


ในที่นี้ผู้เขียนได้เข้าไปเก็บข้อมูลภาคสนามงานปอยหลวงวัดฉางข้าวน้อยเหนือ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน มีโอกาสพูดคุยกับสล่าสม หรือนาย ไชยวัฒน์ บุญสม หัวหน้าวงแห่พาทย์ฆ้องพื้นเมือง คณะสวรรค์ชาวยอง เรื่องการดำรงอยู่ สืบทอดและจัดการองค์ความรู้ว่า ปัจจุบันดนตรีพื้นเมืองล้านนากำลังเสื่อมความนิยม ทางวงรับงานเทศกาลในพื้นที่หมู่บ้าน ตำบลและอำเภอรอบข้างลดน้อยลง เพราะความนิยมของวัยรุ่นสมัยใหม่นิยมชมชอบรถเทคเปิดเพลงดังๆ เต้นบนท้องถนนมากกว่าการฟ้อนร่วมวงแห่พาทย์ฆ้องเหมือนสมัยก่อน เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนนักดนตรีพื้นบ้านเดิมที่รับงานแห่เป็นอาชีพรองจากเกษตรกรก็อยู่ไม่ได้ จึงมีการรวมตัวกันขึ้น ตั้งชื่อกลุ่มว่าคณะกลองบูชาบ้านดอนหลวง มีวัดเป็นศูนย์กลางนัดพบคนเฒ่าคนแก่ที่ยังมีองค์ความรู้เรื่องดนตรีล้านนา มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสืบทอดแก่ผู้สนใจ เริ่มแรกสอนให้กับเหล่าเพื่อนพ้องอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน รับงานแถวชุมชนและหมู่บ้านใกล้เคียง ก่อนที่จะเป็นที่รู้จักและรับงานเพิ่มในต่างอำเภอ ตลอดจนถึงต่างจังหวัดเช่นจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นต้น 

 ปัจจุบัน สล่าสม (นายช่าง, นักดนตรี, ศิลปิน) ยังเป็นครูพิเศษสอนดนตรีพื้นบ้านล้านนาที่โรงเรียนในอำเภอป่าซาง เช่นโรงเรียนนครเจดีย์ เป็นต้น และผลจากการขาดแคลนความอุดมสมบูรณ์ด้านวัฒนธรรมชุมชน ส่งผลให้สล่าสมต้องออกรับงานอีเว้นท์ทางวัฒนธรรมในระบอบทุนนิยมมากขึ้น เช่น งานแสดงทางด้านวัฒนธรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว งานบรรเลงให้แก่ช่างฟ้อนอีเว้นท์ในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ประทินโฉม งานพืชสวนโลก บรรเลงแก่นักท่องเที่ยวบนถนนคนเดิน ประโคมเปิดตัวเครือข่ายโทรศัพท์ภาคเหนือ ตลอดจนถึงเผยแพร่วัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยว ณ ต่างประเทศเป็นต้น 


ถึงแม้ว่าการดนตรีล้านนาในสถานศึกษาและองค์กรจะมีความเจริญเนื่องมาจากการสนับสนุนจากภาครัฐในช่วงหลัง แต่การดนตรีล้านนารอบนอก ดนตรีที่ยังรับใช้สถาบันชุมชนของสังคมล้านนากลับถูกมองข้าม จะมีเพียงแต่การส่งนักศึกษาเข้าไปสืบทอดองค์ความรู้เพื่อสนององค์กรภาครัฐเท่านั้น เป็นระบบการเรียนรู้แบบ Artificial Intelligence แบบการป้อนข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ หรือที่เรียกว่า “ปัญญาประดิษฐ์” ไม่ได้เกิดการพัฒนาระยะยาวหรือปลูกฝังค่านิยมรักและหวงแหนในวัฒนธรรมล้านนาแต่เพียงใด หากเป็นการย้ายภูมิปัญญาเข้าสู่ตัวเมืองเพื่อรับใช้องค์กร และระบอบทุนนิยมเพียงเท่านั้น เกิดปัญหาวัฒนธรรมดนตรีเดิมในวิถีชีวิตคนล้านนาขาดดุลอำนาจในการต่อรองกับสังคมใหญ่ ต้องถอนตัวเองออกจากรากวัฒนธรรมเดิมเข้าสู่การแข่งขันแย่งชิงทรัพยากรทางวัฒนธรรมเพื่อแปรรูปเข้าสู่การตลาด ด้วยขาดการศึกษาวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างเข้าใจถ่องแท้ และผลจากระบอบการรวมศูนย์อำนาจนี้ส่งผลให้วัฒนธรรมท้องถิ่นอ่อนแอ ขาดผู้นำท้องถิ่นในการจัดการ บริหารวัฒนธรรมอย่างถูกต้อง เพราะปัจจุบันระบบการบริหารจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน ยังอยู่ในมือของข้าราชการซึ่งล้วนมาจากการแต่งตั้งบนพื้นฐานของการพัฒนาไร้ทิศทาง


เอกสารอ้างอิง
คณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. (๒๕๔๘). ประชุมจารึกภาคที่
                   ๘ สุโขทัย
. จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกในโอกาสที่วันพระบรมราชสมภพครบ ๒๐๐ ปี วันที่ ๑๘ ตุลาคม
                         พุทธศักราช ๒๕๔๗. พิมพ์ครั้งแรก. กรุงเทพฯ
: พิมพ์ที่ อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด มหาชน.
คมเนตร  เชษฐพัฒนวนิช. (๒๕๔๖). ความเชื่อพื้นบ้านล้านนา : ถ่ายทอดจากประสบการณ์ของท่าน ผู้รู้ในท้องถิ่น.
                         เชียงใหม่
: โรงพิมพ์มิ่งเมือง.
ธเนศวร์  เจริญเมือง. (๒๕๔๒). ๑๐๐ ปี สายสัมพันธ์ สยาม – ล้านนา (พ.ศ. ๒๔๔๒ – ๒๕๔๒). เอกสารชุดท้องถิ่นของ
                         เราชุดที  ๑ ในโครงการการศึกษาการปกครองท้องถิ่น. เชียงใหม่
: สถาบันมังรายและกลุ่มชินวัตร.
                    . (๒๕๓๖). มาจากล้านนา. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ผู้จัดการ.
วิถี  พานิชพันธุ์ . (๒๕๔๘). วิถีล้านนา. เชียงใหม่ : สำนักพิมพ์ซิลค์เวอร์ม.
อานันท์  กาญจนพันธุ์. (๒๕๒๗). พัฒนาการของชีวิตและวัฒนธรรมล้านนา. พิมพ์ครั้งแรก. เชียงใหม่ : สำนักหอสมุด
                         มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.





วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2555

Adele - Make You Feel My Love (Live on Letterman) --เพราะเพื่อที่รัก ...



When the rain is blowing in your face,
and the whole world is on your case,
I could offer you a warm embrace
to make you feel my love.

When the evening shadows and the stars appear,
and there is no one there to dry your tears,
I could hold you for a million years
to make you feel my love.

I know you haven't made your mind up yet,
but I would never do you wrong.
I've known it from the moment that we met,
no doubt in my mind where you belong.

I'd go hungry; I'd go black and blue,
I'd go crawling down the avenue.
No, there's nothing that I wouldn't do
to make you feel my love.

The storms are raging on the rolling sea
and on the highway of regret.
Though winds of change are throwing wild and free,
you ain't seen nothing like me yet.

I could make you happy, make your dreams come true.
Nothing that I wouldn't do.
Go to the ends of the Earth for you,
to make you feel my love


เมื่อละอองฝนโปรยปรายบนหน้าเธอ
โลกมันก็เป็นอย่างนี้แหละ
ขอฉันได้ไหมที่อยากสวมกอดเพิ่มไออุ่น
เพราะเพื่อที่รัก ...

อาทิตย์อัสดง ดาวน้อยต่างกระพริบแสง
ไร้ซึ่งคนที่จะคอยซับหยาดน้ำตาเธอ
ขอฉันโอบกอดเธอสักล้านปีได้ไหม ?
เพราะเพื่อที่รัก ...

ฉันรู้และอาจทำได้ไม่ดีเท่าไหร่
แต่จะไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน
แรกรักพบแรกแรกเจอ
ไม่แปรผันเปลี่ยนไปไหน

ฉันโหยหา ฉันเหงากาย ฉันเศร้าใจ
มันทรมานดั่งไฟอเวจี
ไม่มีสิ่งอื่นใดที่ฉันจะไม่ทำ 
เพราะเพื่อที่รัก ...

ถึงพายุโหมกระหน่ำ ม้วนเกลียวคลื่นซัด สาดกระเซ็น
บนถนนสายทุกข์ตรม
ยามเมื่อลมเปลี่ยนทิศ ไร้จุดหมาย
และยังไม่เห็นใครเหมือนฉัน

ฉันจะทำให้ฝันของเธอเป็นจริง และมีความสุข
ไม่มีอะไรที่ฉันจะไม่ทำ
และ จับมือเธอตราบชั่วฟ้าดินสลาย

เพราะเพื่อที่รัก ...








วันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555

I'm No Angel - ฉันไม่ใช่พระโพธิสัตว์




"I'm No Angel"


If you gave me just a coin for every time we say goodbye
Well I'd be rich beyond my dreams, I'm sorry for my weary life
I know I'm not perfect but I can smile
and I hope that you see this heart behind my tired eyes
If you tell me that I can't, I will, I will, I'll try all night
and if I say I'm coming home, I'll probably be out all night
I know I can be afraid but I'm alive
and I hope that you trust this heart behind my tired eyes

'cause I'm no angel, but please don't think that I won't try and try
I'm no angel, but does that mean that I can't live my life?
I'm no angel, but please don't think that I can't cry
I'm no angel, but does that mean that I won't fly?

I know I'm not around each night
and I know I always think I'm right
And I can believe that you might look around

'cause I'm no angel, but please don't think that I won't try and try
I'm no angel, but does that mean that I can't live my life?
I'm no angel, but please don't think that I can't cry
I'm no angel, but does that mean that I won't fly?

เธอยังให้เศษเหรียญ ทุกครั้ง เมื่อจากลา
ใช่ ฉันคงรวยเหมือนฝันกลางวัน 
โทษทีสำหรับชีวิตอันน่าเบื่อ
รู้ ฉันไม่ได้พร้อมพรั่ง อย่างน้อยก็ฉีกยิ้มเป็น
และหวังยิ่งว่าจะเห็นดวงใจฉันหลังม่านตาเหนื่อยล้า

ถ้าบอกฉันว่าฉันไม่สามารถ ฉันจะ ฉันจะ ฉันจะพยายามทั้งคืน
รู้ บ้างอาจรู้สึกกลัว - ฉันยังไม่ตาย
และหวังยิ่งว่าจะเห็นดวงใจฉันหลังม่านตาเหนื่อยล้า

เพราะไม่มีเธอ โอว ไม่ต้องคิดเยี่ยงนั้น ฉันจะไม่พยายาม
ฉันไม่ใช่พระโพธิสัตว์ โปรดอย่าคิดว่าฉันอยู่ไม่ได้
ฉันไม่ใช่พระโพธิสัตว์ โปรดอย่าคิดว่าฉันร้องไห้ไม่เป็น
ฉันไม่ใช่พระโพธิสัตว์ โปรดอย่าคิดว่าฉันจะโบยบินอย่างเสรีไม่ได้

รู้ดีว่าสิ่่งที่ให้ไปบางครั้งก็ไม่สมกับผลตอบแทน
และฉันก็รู้ว่า ฉันคิดถูกเสมอ 
และฉันจะเชื่อว่าคุณอาจมองไปรอบๆ บ้าง

ฉันไม่ใช่พระโพธิสัตว์  ไม่ต้องคิดเยี่ยงนั้น ฉันจะไม่พยายาม
ฉันไม่ใช่พระโพธิสัตว์ โปรดอย่าคิดว่าฉันอยู่ไม่ได้
ฉันไม่ใช่พระโพธิสัตว์ โปรดอย่าคิดว่าฉันร้องไห้ไม่เป็น
ฉันไม่ใช่พระโพธิสัตว์ โปรดอย่าคิดว่าฉันจะโบยบินอย่างเสรีไม่ได้


วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

犬夜叉 WITH YOU-AAA --- เพลงประกอบการ์ตูน อินุยาฉะ เทพอสูรจิ้งจอกเงิน


犬夜叉 WITH YOU-AAA



Kanji作詞:H.U.B & 日高光啓
作曲:五十嵐充


想いが聞こえたら 声の限り伝えたい

君に出会うため 心の居場所探した
何を求めてるの?私に何が出来る?

音のないFLOOR あの日の君に似ている
孤独を包み込み そばにいたい

失くしてたRINGを見つけた気持ち
もう一度感じ合える

STAY WITH ME TONIGHT

今すぐ会いたくて 
過去も傷も抱きしめる
ここから始めよう
信じて FIND YOU

見つけて欲しくて 隠れてた幼い頃
いつまでも一人で 膝をただ抱えてた
信じているから笑顔を待っていられる
まだ忘れたくない 光がある

誰もが戸惑いの中で生きて
立ち上がって行くとき 輝くFOR LIFE

想いが聞こえたら 声の限り伝えたい
私はここにいる 必ず FIND YOU

OH YES, I JUST FIND YOU ONLY

神サマの言う通り
ココロが繋ぐストーリー
気持ちならもう とっくのとうに
分かってるはずでしょう?
視線外れても
抱きしめる HEART & SOUL

あの頃じゃなくて今日
過去をアップデート
KISS で忘れてよ
このまま明日へと 続くかくれんぼ

そのままの君と ずっと歩きたい
二人なら 越えて行けるから

今すぐ会いたくて 
過去も傷も抱きしめる
ここから始めよう
信じて FIND YOU



Romajilyrics:H.U.B & Mitsuhiro Hidaka
music:Mitsuru igarashi


omoi ga kikoe tara koe no 
kagiri  tsutae tai

kimi ni deau tameno 
kokoro no ibasho sagashita
nani wo motome teruno?
watashi ni nani ga dekiru?
otono nai FLOOR anohino 
kimi niniteiru
kodoku wo tsutsumi-komi
soba ni itai

nakushiteta RING wo mitsuketa 
kimochi
mou ichido kanji aeru
STAY WITH ME TONIGHT

imasugu ai takute
kako mo kizu mo dakishimeru
koko kara hajime you
shinjite FIND YOU

mitsukete hoshi kute
kakure teta osanai koro
itsumademo hitori de 
hiza wo tada kakae teta
shinjite irukara egao wo matte
irareru
mada wasure takunai hikari ga aru

daremo ga tomadoi no nakade ikite
tachi agatte iku toki
kagayaku FOR LIFE

omoi ga kikoe tara koeno kagiri
tsutae tai
watashi wa kokoni iru
kanarazu FIND YOU

OH YES, I JUST FIND YOU ONLY
kamisama no iutoori
kokoro ga tsunagu STORY
kimochi nara mou tokku no touni
wakatteru hazude shou?
shisen hazure temo
dakishimeru HEART & SOUL
anokoro ja nakute kyou
kako wo UP DATE
KISS de wasure teyo
konomama asu eto 
tsuzuku kakurenbo

sonomama kimi to zutto aruki tai
futari nara koete yukeru kara

imasugu ai takute
kako mo kizu mo dakishimeru
koko kara hajime you
shinjite FIND YOU




TranslationLyrics: H.U.B & Hidaka Akira 啓
Composer: Igarashi Mitsuru


As long as you hear the voice to convey thoughts

You searched for meeting place of mind
Are you looking for? What can I do?
FLOOR-free sound to you like that day
Want to be around loneliness wraps

I feel lost and found RING
Touch each other again
STAY WITH ME TONIGHT

Now to see someone
Embracing the past and scratches
Start here
FIND YOU believe

I want to find a child hiding
I was just having a knee alone forever
Can not wait to smile because I believe
Forget there is still light

Live in a puzzled everyone
When you go up and shine FOR LIFE

As long as you hear the voice to convey thoughts
I FIND YOU must stay here

OH YES, I JUST FIND YOU ONLY
As God says Sama
Kokoro Story Links
You already long ago been excised heart
You should know?
Also look out
Embracing HEART & SOUL
At that time, not today
Last Update
I remember the KISS
And seek to continue like this tomorrow

Always walk with you as it is
They would go over to

Now to see someone
Embracing the past and scratches
Start here
FIND YOU




ตราบเท่าเธอได้ยินเสียงจากความระลึก  คิด
เพื่อหาสักที่เพื่อพานพบ  จิตใจ
เธอกำลังมองหาอะไร? ฉันคนนี้ช่วยได้ไหม?


พื้นที่แห่งความอิสระ นั่นเป็นแว่วเสียงเมื่อวันวาน
ความปรารถนาแห่งการโดดเดียว ห้อมล้อมด้วยความเดียวดาย


ความรู้สึกที่หายไป และดีใจเสมือนเจอของที่หายไป
นำมาซึ่งสัมผัสที่แสนคุ้นเคย
อยู่กับฉันได้ไหมในค่ำคืนนี้?


ชั่วขณะที่ได้จ้องตาเธอ
สวมผ่าน อ้อมกอด สัมผัสจากปลายนิ้ว
นี่ไง ฉันเจอเธอแล้ว และเชื่ออย่างนั้น


ฉันเสมือนเด็กตัวน้อยที่เก็บความซ่อนเร้น
ต้องการเพียงแค่นั่งกอดเข่าคนเดียว ตลอดไป
ไม่สามารถฝืนที่จะยิ้ม เพราะเชื่อ
และลืมแสงสว่างอบอุ่นในชีวิต 
ท่ามกลางความสับสนของผู้คน


แต่เมื่อเธอเดินเข้ามา และสาดส่องแสงสว่างในชีวิตฉัน
เสียงของหัวใจของเราสื่อถึงความคิดกัน
เราหากันเจอ ฉันจะจับมือเธอ


ใช่ เพียงแต่เธอ และเธอเท่านั้น
เธอคือโชคชะตา และชีวิตฉัน
โปรดจงรู้ไว้ ว่าหัวใจ และจิตวิญญาณฉัน
จะโอบกอดเธอตลอดกาล


แปลโดย เอมิลี่ - อาจตรงบ้างไม่ตรงบ้าง แต่แปลมาจากจิตใจนะคะ

วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

'Feeling Good' รู้สึกดีเป็นบ้า





Birds flying high 
You know how I feel 
Sun in the sky 
You know how I feel 
Reeds driftin' on by 
You know how I feel 
It's a new dawn 
It's a new day 
It's a new life 
For me 
And I'm feeling good 
Fish in the sea 
You know how I feel 
River running free 
You know how I feel 
Blossom in the tree 
You know how I feel 
It's a new dawn 
It's a new day 
It's a new life 
For me 
And I'm feeling good 
Dragonfly out in the sun you know what I mean,
don't you know 
Butterflies all havin' fun you know what I mean 
Sleep in peace when the day is done 
And this old world is a new world 
And a bold world 
For me 
Stars when you shine 
You know how I feel 
Scent of the pine 
You know how I feel 
Yeah freedom is mine 
And I know how I feel 
It's a new dawn 
It's a new day 
It's a new life 
For me 
And I'm feeling good




นกลอยอยู่บนฟ้า
รู้สินะฉันคิดอะไร 


ดวงตะวันสาดแสงจ้าบนฟากฟ้า
รู้สินะฉันคิดอะไร

สายลมผ่านผิว
รู้สินะฉันคิดอะไร

รุ่งอรุณแห่งความสด
วันเวลาใหม่ใหม่
ชีวิตก็ใหม่
สำหรับฉัน "มันรู้สึกดี"


ปลาว่ายน้ำทะเล
รู้สินะฉันคิดอะไร

อิสระของสายน้ำ
รู้สินะฉันคิดอะไร

ดอกไม้ผลิพรั่งบนต้น
รู้สินะฉันคิดอะไร

รุ่งอรุณแห่งความสด
วันเวลาใหม่ใหม่
ชีวิตก็ใหม่
สำหรับฉัน "มันรู้สึกดี"


แมลงปอบินท้า สาดแสงแดด 


มันคืออะไร? เหล่าผีเสื้อเริงร่า
ก็รู้ว่าฉันหมายถึงอะไร

หลับตาสงบลงยามค่ำคืนที่เงียบงัน
ชีวิตเก่า ชีวิตใหม่ 
และบทเรียนอันท้าทาย

เมื่อดวงดาวทอแสงส่อง
รู้สินะฉันรู้สึกอย่างไร
อวลกลิ่นสนหอมอาบ
รู้สินะฉันรู้สึกอย่างไร
แท้ !!! อิสระภาพ อยู่ที่ใจ 
และรู้สินะฉันรู้สึกอย่างไร




รุ่งอรุณแห่งความสด
วันเวลาใหม่ใหม่
ชีวิตก็ใหม่
สำหรับฉัน "มันรู้สึกดี"


ฉันรู้สึกดีเป็น "บ้า" เยส เยส เยสสสสส

วันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2554

วัฒนธรรมดนตรีในประเพณีฟ้อนผีล้านนา

วัฒนธรรมดนตรีในประเพณีฟ้อนผีล้านนา




ภาพ ฟ้อนผี ณ ศาลเจ้าพ่อกู่ช้าง จังหวัดลำพูน วันที่ 15 เมษายน 2554


ความเชื่อในวัฒนธรรมล้านนามีรากฐานมาจากความเชื่อเรื่องผี เรื่องวิญญาณที่สิงสถิตย์ในธรรมชาติ ชาวล้านนากราบไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอำนาจเหนือธรรมชาติ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาต่างที่หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาไม่สามารถตอบโจทย์ปัญหาได้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องทางโลก ไม่ใช่ทางธรรม สันนิษฐานว่าความเชื่อเรื่องผีน่าจะมีมาก่อนการนับถือพระศาสนา ในที่นี้ “ผี” ของชาวล้านนาสามารถแบ่งตามคุณและโทษได้คือ ผีดี และผีร้าย โดย ผีดี คือ ผีที่มีคุณต้องนับถือ แบ่งตามฐานันดรได้ดังนี้ ผีแถน ผีชั้นสูงสุดเทียบได้กับเทพเจ้า ชาวลาวเชื่อกันว่าผีแถนเป็นผู้สร้างโลก ให้น้ำ ให้ข้าว ให้ชีวิต เป็นเทพเจ้าบนสรวงสวรรค์ ผีปู่ย่า เป็นผีบรรพบุรุษฝ่ายหญิง หรือผีบรรพบุรุษครอบครัว สามารถจำแนกได้เป็น ผีมด เป็นบรรพบุรุษของสามัญชน หรือไพร่ของชาวล้านนา หรือชาวไทยวน และ ผีเม็ง คือผีนักรบ ชนชั้นปกครองที่สร้างคุณงามความดีแก่บ้านเมือง ส่วนใหญ่เชื้อสายมอญ หรือไตจากรัฐฉาน ผีอารักษ์ ผีเจ้านาย ผีเสื้อบ้าน เป็นผีผู้ปกปักษ์รักษา สถานที่สำคัญ แหล่งน้ำ ป่าเขา หรือฝายกั้นน้ำ ตลอดจนถึง ผีเสื้อเมือง ที่ปกป้องบ้านเมือง เป็นวิญญาณของกษัตริย์ เจ้านาย เป็นต้น ในที่นี้ผีดีสามารถเปลี่ยนเป็น “ผีร้าย” ได้ถ้าหากไม่มีการเคารพ ปรนนิบัติ หรือไม่เซ่นไหว้ ตลอดจนถึงการเลี้ยงดูที่ไม่ดี ส่งผลให้ดวงวิญญาณเหล่านั้นหิวโหยจนต้องออกไปหาอาหารกินเอง เป็นผลให้เป็นที่เดือดร้อนของชุมชนต่างๆ นาๆ


ฤดูสำหรับการเลี้ยงผีนั้นคือช่วงหน้าแล้งก่อนเทศกาลเข้าพรรษานับตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป โดยมักจะเป็นช่วงที่เอื้องผึ้งผลิดอกบาน ส่งกลิ่นหอมระรวย ชาวล้านนานิยมใช้ดอกเอื้องผึ้งนี้ประกอบพิธีเลี้ยงผี ส่วนการประทับทรงผีบรรพบุรุษจะอาศัยร่างของลูกหลานฝ่ายหญิง โดยถือว่าเป็นหน้าที่ต้องรับผิดชอบ อีกทั้งเป็นบทบาทหนึ่งของฝ่ายหญิงที่จะแสดงความทัดเทียมฝ่ายชายในการถือครองพระศาสนา นิยมเรียกร่างประทับทรงว่า “ม้าขี่” ผู้นำความชอบธรรมโดยการถือครองวิญญาณของผู้ล่วงลับ กลับมาใช้สิทธิและหน้าที่ในร่างของผู้อื่น เช่นในกรณีการปฏิรูปหัวเมืองลาวเฉียง ที่นับเป็นการเข้ามาควบคุมเชียงใหม่ของข้าหลวง คือ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นพิชิตปรีชากร ครั้งนั้นส่งผลให้เจ้านายทางเหนือเสียอำนาจ ผลประโยชน์ จึงได้มีการเรียกร้องความชอบธรรมผ่านม้าขี่ “ผีเจ้านาย” ให้ยกเลิกภาษีอากรและการปฏิรูป เหล่าผีดีทั้งหลายต่างลงมติเห็นชอบว่าการกระทำจากส่วนกลางดังกล่าวมิถูกต้องมิสมควร ภายหลังจากกำราบบรรดาม้าขี่ให้สงบลงแล้ว (ประมาณปีเศษ) จึงดำเนินนโยบายเพื่อขอเจ้าดารารัศมีไปเป็นเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว


ประเพณีฟ้อนผีของชาวล้านนา มีรูปแบบการจัดพิธีต่างกันตามชนิด ประเภทของผีได้แก่ ๑. ผีมด หรือผีบรรพบุรุษ ๒. ผีเม็ง ผีชนชั้นปกครอง นักรบ ใช้ผ้าเป็นตัวสื่อวิญญาณลงสู่ม้าขี่ และ ๓. ผีเจ้านาย ส่วนพิธีกรรมเลี้ยงผีนั้น ปกติใช้เวลาอย่างน้อยสามวัน แยกเป็น วันดา วันเตรียมตัว หรือวันข่าว มีการสร้างผาม(คล้ายศาลามุงจาก หรือใบตองตึง) หรือปะรำพิธีที่บ้านของเจ้าภาพ โดยแม่งานหรือหญิงอาวุโส “เก๊าผี” ทำหน้าที่ติดต่อส่งข่าวบอกวิญญาณผีบรรพบุรุษ ให้เตรียมตัวมาประทับทรงในวันงาน เรียกวันนี้ว่า “ข่าวผี” วันนี้นี่เองที่ฝ่ายหญิงได้ทำการติดต่อวงดนตรี ส่งข่าวบอกเรื่องเพลง และรูปแบบของวงดนตรี ส่วนใหญ่เป็นวงพาทย์ฆ้องประยุกต์ อันมีเครื่องดนตรีสากลร่วมด้วยเช่น กลองชุด กีตาร์ไฟฟ้า กีตาร์เบส ตามรสนิยมของเก๊าผีที่เป็นเจ้าภาพ บ้างก็ชอบวงเครื่องสายสะล้อ - ซึงประยุกต์ บ้างก็มีสองวงผลัดกันบรรเลงแล้วแต่กำลังทรัพย์ของบ้านเก๊าผี ส่วนมากนักดนตรีจะเป็นฝ่ายชาย เพราะถือว่าพิธีเลี้ยงผีนั้นเป็นวันสตรีล้านนา ฝ่ายชายต้องดูแลสร้างผาม ปรนนิบัติ พัดวี บรรเลงดนตรี ในวันที่เหล่าสตรีปล่อยผี 


วันฟ้อน เป็นวันงานเริ่มตั้งแต่เช้าถึงพลบค่ำ เริ่มตั้งแต่การบรรเลงเพลงพื้นบ้าน สะล้อ - ซึ่ง ขับกล่อมบรรเลง กินอาหารเครื่องดื่มที่เตรียมไว้ เก๊าผีจะเป็นผู้เชิญผีบรรพบุรุษมาประทับร่างตน ตามด้วยผู้หญิงที่นับถือผีสายเดียวกัน ส่วนฝ่ายชายมีหน้าที่คอยช่วยเหลือ และบริการด้านต่างๆ เช่น เตรียมอาหาร เหล้า บรรเลงดนตรี คุยโต้ตอบรับโอวาทจากเก๊าผีบรรพบุรุษสู่ลูกหลาน การรักษาโรคที่หมอรักษาไม่หาย การทำนายทายทัก ให้เลขหวย และแนะนำวิธีแก้ปัญหาทางโลก ในระหว่างนั้นผีตนอื่นก็จะพากันฟ้อนรำสนุกสนาน วันนี้ผู้หญิงที่เป็นม้าขี่ สามารถดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ตลอดจนถึงตี หรือบอกตักเตือนฝ่ายชายได้ โดยใช้จารีตประเพณีเรื่องการถือครองสายตระกูลที่สืบทอดมาจากฝ่ายหญิงต่อรองอำนาจ 




ภาพ วงดนตรีคณะสืบสายลายเมือง ในพิธีฟ้อนผี ณ ศาลเจ้าพ่อกู่ช้าง จังหวัดลำพูน
วันที่ 15 เมษายน 2554


เครื่องดนตรีในพิธีฟ้อนผีเป็นดนตรีปี่พาทย์แบบพื้นเมือง วงกลองเต่งถิ้ง หรือวงกลองเต่งถิ้ง มีชื่อเรียกอีกหลายอย่างเช่น “เครื่องป้าด” หรือ “วงป้าดก๊อง” (วงพาทย์ฆ้อง) เป็นวงดนตรีพิธีกรรม บ้างก็ใช้เครื่องดนตรีของภาคกลางเข้ามาประสมเล่นกับเครื่องดนตรีพื้นเมืองเหนือ มีเครื่องดนตรีโดยเฉพาะปี่แน ลักษณะคล้ายกับวงปี่พาทย์มอญ เพลงที่ใช้บรรเลง แต่ถ้าใช้การประสมวงในการฟ้อนผีมด จะเล่นเพลงที่ใช้กำกับพิธีฟ้อนผีมดตามขั้นตอนพิธีกรรม และเน้นความสนุกสนานเป็นหลักได้แก่ เพลงฉัตรผี (ตอนเชิญผีและเลี้ยงผี) เพลงโหมโรง (ตอนผีเข้าทรงและแต่งตัว) เพลงแหย่งลูกหลวง (ตอนผีแจกดอกไม้ให้กับผู้มาร่วมพิธี) เพลงผีมดกินน้ำมะพร้าว (ตอนผีดื่มและแจกน้ำมะพร้าวให้กับผู้มาร่วมพิธี) เพลงผีกุลา เมื่อบรรเลงเพลงเหล่านี้แล้วก็จะบรรเลงเพลงพื้นเมืองอื่นๆ ต่อไปผีมดก็จะฟ้อนประกอบไปด้วย ถ้าผีมดมีการฟ้อนดาบฟ้อนเจิงด้วยก็จะเล่นเพลงโหมโรงซึ่งเป็นเพลงที่มีจังหวะเร็วเพื่อให้เกิดความคึกคักเข้มแข็งและสนุกเร้าใจ เช่นเพลงมวยเป็นต้น ปัจจุบันมีการนำเพลงไทยสากล ลูกทุ่ง ลูกกรุง และเพลงสมัยนิยมมาเล่นด้วย โดยบรรเลงเฉพาะทำนองดนตรีไม่มีการขับร้อง 


เครื่องดนตรีที่ใช้ประสมวงในประเพณีฟ้อนผีมีดังนี้ ๑. ระนาดเอก ๒. ระนาดทุ้ม (มีบางแห่ง) ๓. ระนาดเหล็ก ๔. ฆ้องวงใหญ่ ๕. กลองม่าน หรือตะโพน ๖. กลองเต่งถิ้ง ๗. ปี่แนหลวง (ใหญ่) ๘. ปี่แนหน้อย (น้อย) ๙. ฉิ่ง ๑๐. ฉาบใหญ่ ๑๑. ฉาบเล็ก ๑๒.กีตาร์ไฟฟ้า ๑๓. กีตาร์เบส ๑๔ อิเล็กโทน ๑๕ กลองชุด และ ๑๖ ไม้เหิก เป็นต้น การดำรงอยู่ของวงดนตรีพาทย์ฆ้องในพิธีฟ้อนผีนี้ ส่วนใหญ่ทำเป็นอาชีพเสริมรองจากเกษตรกรรม ทำไร่ ทำนา ดังเช่น วงสืบสายลายเมือง วังทอง จังหวัดลำพูน เป็นวงดนตรีพื้นเมืองประยุกต์ รับเล่นหลายเทศกาล เช่น งานปอยหลวง งานฟ้อนผี และแห่ศพเป็นต้น สำหรับการว่าจ้างให้เล่นในพิธีฟ้อนผีนี้ นิยมบรรเลงสลับกันระกว่างวงพาทย์ฆ้อง กับวงสะล้อ - ซึง เนื่องจากการบรรเลงดนตรีจำต้องเล่นเพื่อสร้างบรรยากาศอยู่เรื่อยๆ ตอบโต้กับบรรดาม้าขี่ด้วยการขอเพลงที่ประทับใจ โดยเฉพาะที่เป็นของเพลงเจ้าภาพ เหล่าบรรดาม้าขี่จะฟ้อนกันตลอดทั้งวัน จนกระทั่งนักดนตรีพักกินข้าว ช่วงนี้อาจมีการบรรเลง สะล้อ - ซึง บ้างก็มีการ “จ๊อยซอ” แทรกเพื่อไม่ให้งานเงียบเหงา 


วันล้างผาม วันสุดท้ายของงาน เป็นวันขอบคุณผู้ที่เข้ามาช่วยเหลือ มีการเก็บข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ คืนเจ้าของ ส่วนมากจะเช่ายืมมาจากวัดประจำหมู่บ้าน มีการจัดเลี้ยงอาหาร พิธีกรรมเกี่ยวกับผีของชาวล้านนามีความเชื่อว่า การเลี้ยงผีเป็นการเชิญบรรพบุรุษมารับรู้ความเป็นไปของลูกหลาน คนในสายตระกูล นอกจากนี้ยังแสดงถึงความกลมเกลียวในบทบาทของเพศสภาพในชุมชนที่มีความแตกต่างแต่กลมกลืนระหว่างผีกับพุทธ พร้อมตอกย้ำบทปฏิบัติตามยุคสมัย ข้อห้ามค่านิยมของชุมชน (วิถี พานิชพันธุ์ ๒๕๔๘) สิ่งเหล่านี้พัฒนาเป็นจารีตประเพณีเรื่อยมา ตรงกันข้ามสิ่งเหล่านี้ก็ยังเป็นกับดักทางด้านวัฒนธรรมที่ขัดขวางการพัฒนาการเปิดกว้างกับโลกทัศน์แบบตะวันตก ดังเช่นในสมัยพระเจ้ากาวิโลรส ล้านนายุคประเทศราชสยาม เมื่อคณะมิชชันนารี นำโดย ดร.แดเนียว แม็คกิลวารี หมอสอนศาสนานิกายเพรสไบธีเรียน และภรรยาชื่อโซเฟีย (ลูกสาวหมอบลัดเลย์) การเข้ามาของชาวต่างชาติครั้งนั้นถูกต่อต้านจากจารีตท้องถิ่นว่าด้วยเรื่องผี และ แถน ซึ่งดลบันดาลให้เกิดฝนแล้ง เนื่องด้วยฝรั่งดั้งขอเข้ามาแบ่งแยกดุลอำนาจออกจากสถาบันเจ้า นับเป็นวัฒนธรรมมือที่สาม จากพุทธ และผี ที่มีมาแต่เดิมของชาวลาวพุงขาว สิ่งเหล่านี้ถูกตีความว่าผิดจารีต “ขึดบ้านขึดเมือง” ด้วยความไม่พอใจของผีเป็นต้น 


ฉะนั้น ประเพณีการฟ้อนผี จึงไม่ใช่การแสดงนัยยะทางด้านครอบครัว สายเลือดที่สืบมาจากฝ่ายหญิงอย่างเดียว ประเพณีนี้ยังเปรียบเสมือนการฉายภาพโฆษณาชวนเชื่อ อันมีหลักก่ออยู่ที่ผีบรรพบุรุษ เข้าทรงบรรดาเหล่าม้าขี่ เพื่อกุศโลบายทางการเมือง หรือแม้แต่การเรียกร้องสิทธิ์ผลประโยชน์อันมิสามารถอธิบายได้ รัฐจารีตนี้ถูกแบ่งอำนาจออกเป็น๓ สถาบันใหญ่ คือเจ้านาย กษัตริย์ และผี ทั้งสามเกื้อกูลกันโดยระบบอุปถัมภ์ที่กลมกลืน สร้างจารีตประเพณีอันเป็นผลผลิตของบุคคลชั้นนำของสังคม เพื่ออธิบายชุดคำตอบในการถือครองความชอบธรรมในดินแดนต่างวัตถุประสงค์กันไป เพราะฉะนั้นการดนตรีทั้ง ๓ สถาบันจึงมีความสอดคล้องต้องกันด้านจุดประสงค์คือ เพื่อแห่ประโคมให้เกิดความศรัทธา ความเลื่อมใส ทั้งในศาสนา ความเชื่อ และตัวบุคคล ดนตรีที่ถูกส่งออกไปเพื่อเป็นสื่อจึงเป็นดนตรีชนชั้นสูง พาทย์ฆ้อง แห่ประโคม อันเป็นการสร้างพิธีกรรม กรรมวิธี (เพลงบรรเลงกริยา พิธีกรรม) เพื่อความขลังตลอดจนโน้มน้าวจิตใจเหล่าชาวบ้านให้หลง และเชื่อตามข่าวสารจากผีนั้น 


สิ่งเหล่านี้ยังไม่มีผู้พิสูจน์ว่าจริงเท็จประการใด แต่สังคมล้านนาดูเหมือนจะยอมรับประเพณีฟ้อนผี ความเชื่อเรื่องผีตกทอดจากอดีตมาสู่ปัจจุบัน เพราะสามารถอธิบายชุดความคิดที่ไม่สามารถแก้ไขโดยกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ได้ อีกทั้งนิสัยพื้นฐานของชาวล้านนายังเว้นช่องว่างให้สิ่งเหล่านี้เติมเต็มเข้าสู่ระบบสังคมโดยง่าย ด้วยไม่นิยมหาข้อเท็จจริงจากเหตุผลตามกรรมวิธี บ่อยครั้งที่เหล่าบรรดาม้าขี่สร้างกรรมวิธีเติมเต็มความเป็นชายขอบของตนด้วยสิทธิความชอบธรรมของเหล่าวิญญาณบรรพบุรุษ เช่น เหล่าสตรี หรือผู้ที่มีอัตลักษณ์ทางเพศหลากหลาย อยากมีบทบาทและได้รับการยอมรับจากชุมชน ด้วยยอมรับและแต่งตั้งตนเป็นม้าขี่เพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์ตนว่าได้รับการยอมรับจากวิญญาณบรรพบุรุษแล้ว ใยลูกหลานผู้ยังมีชีวิตไม่ยอมรับเล่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นวาทกรรมการผลิตซ้ำและถูกนำมาใช้โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ บนพื้นฐานของความเชื่อเก่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังต้องการดนตรีเพื่อแห่ประโคมในความชอบธรรมบางประการ ถึงแม้สถาบันสังคมล้านนาจะพังทลาย ก่อเกิดเป็นความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมมากขึ้น แต่ส่วนลึกๆ ในก้นบึ้งของจิตวิญญาณ ชาวล้านนายังโหยหาอัตลักษณ์ตน ความชอบธรรมเร้นลับต่างๆ ตลอดจนถึงวัฒนธรรมเดิมๆ ภายใต้การผลิตซ้ำของชุมชนจารีตจากรุ่นสู่รุ่นไม่เสื่อมคลาย 


สุดท้ายนี้ จากหลักฐานความเชื่อเรื่องการเข้าทรงและฟ้อนผี โดยนาย คาร์ล บ็อค (Carl Bock) นักธรรมชาติวิทยาชาวนอร์เวย์ ผู้เข้ามาสำรวจดินแดนไทยด้านภูมิศาสตร์ในปี พ.ศ. ๒๔๒๔ นับเป็นชาวยุโรปคนที่สองที่ได้เดินทางขึ้นไปจนถึงภาคเหนือสุดของประเทศไทยในสมัยที่ยังทุรกันดารอยู่ งานเขียนของเขาเป็นสำนวนที่สื่อตรงผ่านความจริง และบทวิจารณ์อันจัดจ้าน ได้กล่าวถึงเรื่องคนทรงในคุ้มเจ้านายเชียงใหม่ คือเจ้าอุบวรรณา น้องสาวของชายา (เจ้าแม่เทพไกรสร) ของเจ้าหลวงเมืองเชียงใหม่ (พระเจ้าอินทรวิชยานนท์) ว่า เจ้าอุบลวรรณาเป็นสตรีที่เรียบร้อย แต่ค่อนข้างจะมีจิตใจวิปริตอยู่ ในระหว่างที่อยู่เชียงใหม่ ข้าพเจ้ามีโอกาสทำความคุ้นเคยด้วย ได้ลองถามเจ้าอุบลวรรณาถึงเรื่องราวการติดต่อเป็นคนทรงผีกันบ่อยๆ แต่ก็เป็นการยากที่จะล้วงเอารายละเอียดอะไรออกมาได้ ดร. ชีค ผู้คอยพยายามช่วยเหลือข้าพเจ้าอยู่เสมอก็ยังพยายามล้วงความลับจากเจ้าอุบลวรรณาได้ไม่สำเร็จ 


แต่ถึงอย่างไรๆ เจ้านางก็ยังยอมรับว่า ตัวเจ้านางมักจะโดนเรียกตัวไปเข้าทรงถามปัญหาต่างๆ เมื่อเกิดเรื่องยุ่งยากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนรวม หรือเรื่องส่วนตัวบ่อยๆ และเมื่อถึงเวลานั้นเจ้าอุบลวรรณาจะทำงานอย่างน่าตื่นเต้นเป็นที่สุด บางทีในขณะที่เข้าทรงอยู่ รอบตัวเจ้านางก็มีพวกช่างฟ้อน ฟ้อนรำ ซึ่งบางคราวเจ้านางเองก็ร่วมการฟ้อนรำอันแปลกประหลาดนั้นด้วย และบางครั้งบางคราวก็มีคำพูดแปลกๆ ซึ่งถือว่าเป็นคำพูดของผีออกมา ตามความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้าเชื่อว่าในเวลานั้นคนทรงอยู่ใต้อำนาจของผีจริงๆ แต่เป็นคนละชนิดกับผีที่คนทรงบอกว่ามาเข้าทรง ผีชนิดนี้เป็นผีที่มีตัวตนจริงๆ แต่ไม่มีใครเห็น มักชอบกินเหล้ามึนเมาแต่ไม่ชีผีที่อยู่บนสวรรค์ ซึ่งถ้าความจริงเจ้าอุบลวรรณาไม่กินเหล้าพื้นเมืองเข้าไปจนเมามายแล้ว พวกช่างฟ้อนที่จัดมาช่วยเหลือก็มักจะช่วยกันกินเหล้าแทนจนเมามายกลับไปทุกที


ข้าพเจ้าเคยดูการฟ้อนรำเข้าทรงหลายครั้ง ครั้งหนึ่งเมื่อข้าเจ้าอยู่ที่เชียงใหม่ ชายาของเจ้าหลวงป่วยเป็นไข้ เจ้าอุบลวรรณาถูกเรียกเข้าไปเข้าทรงเกี่ยวกับเรื่องผีมารบกวนชายาของเจ้าหลวง (เพราะผีกระทำเหมือนกัน) หลังจากฟ้อนรำกัน และรินเหล้าอันเป็นสิ่งจำเป็นกินกันอยู่มากมายแล้วก็ตาม ผีก็พูดผ่านร่างเจ้าหญิงผู้เป็นคนทรงด้วยคำตักเตือนที่มีความหมายประหลาดว่า “ข้อห้ามการผูกขาดค้าเหล้า” ซึ่งไม่น่าสงสัยเลยว่าผีพูดออกมาจริงๆ ถึงแม้ว่าเรื่องที่เกี่ยวกับการเจ็บไข้ของชายาเจ้าหลวงนั้นจะไม่กระจ่างชัดก็ตาม 


อีกครั้งหนึ่งข้าพเจ้าได้ชมการฟ้อนผีที่มีคนชมมากมายในถนนแห่งหนึ่งที่เชียงใหม่ ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังเดินเตร่ชมเมืองเล่น ข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงตะโกน พร้อมเสียงดนตรีเอ็ดตะโรดังลั่นมาจากตรอกแคบๆ และได้เห็นคนกลุ่มหนึ่งตีกลองเป่าปี่เป็นจังหวะให้หญิงสูงวัยสองคนฟ้อนรำอย่างบ้าคลั่ง หญิงทั้งสองนั้นทึ้งผมตัวเองและกรีดร้องอย่างสุดเสียง พวกนี้เป็นพวกฟ้อนมืออาชีพที่เขาจ้างมาให้ทำการขับไล่ผีออกจากบ้านใกล้ๆ นั่นเอง อย่างไรก็ตามความเชื่อทางไสยศาสตร์อย่างผิดปรกติของผู้คนทางนี้ ส่งผลให้เป็นการยากที่ชาวต่างประเทศจะได้ติดต่อด้วยได้ ทั้งๆ ที่คนพวกนี้มีท่าทางเป็นมิตรก็ตาม แต่ถ้ามีอะไรผิดธรรมดา เช่นฝนตกมาก หรือน้อยเกินไป ถ้ามีใครตาย หรือป่วยไข้ หรือถ้าเสือเข้ามาอาละวาดตอนกลางคืน วัวควาย หรือช้างของใครหนีหายไป ก็หาว่าฝรั่งเป็นต้นเหตุ เพราะการที่ฝรั่งเข้ามาส่งผลให้ผีรังเกียจ และแสดงความโกรธด้วยดลให้เกิดหายนะต่างๆ นาๆ พวกชาวเมืองก็คอยที่จะถือเรื่องมาปรับปรำแพะรับบาป นั่นก็คือฝรั่งผู้เคราะห์ร้าย ด้วยประการฉะนี้แล้วนั้นก็ไม่ประหลาดใจเลยว่าทำไมพวกชาวลาวจึงเกลียด และกลัวผีกันนัก(คาร์ล บ็อค ๒๕๕๐, ๓๐๖ - ๓๐๘)


ในยุคโลกาภิวัตน์นี้ วัฒนธรรมผี ม้าขี่ และร่างทรงยังแฝงเร้นเข้าสู่ความเชื่อวัฒนธรรมไทยหลายด้าน อีกทั้งยังเป็นวัฒนธรรมสายแม่ที่ถือครองอำนาจผีบรรพบุรุษ ว่าอย่างง่าย ในสังคมระบบผีเดียวกันนั้นสังคมมีความขัดแย้งน้อย ด้วยการไม่มีชนชั้น เพราะผูกพันทางสายผีของฝ่ายหญิง ปกครองกันโดยฟังเสียงทั้งคนที่อยู่และจากไป แต่ในสังคมระดับรัฐชาติปัจจุบันนั้นตรงกันข้าม ระบบสังคมสยามไม่สามารถแยกคำว่าชนชั้นออกไปได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งหมดย่อมเป็นอุปสรรคต่อระบบประชาธิปไตย ทั้งจุลภาค และมหภาค หรือนี่คือวัฒนธรรมแบบหมุนเวียนนวัตกรรมแบบจารีตประเพณีที่ต้องให้สตรีเป็นม้าขี่ในสภา เพราะได้รับบัญชาความชอบธรรมนี้จากผีบรรพบุรุษ 


เอกสารอ้างอิง
คมเนตร  เชษฐพัฒนวนิช. (๒๕๔๖). ความเชื่อพื้นบ้านล้านนา : ถ่ายทอดจากประสบการณ์ของท่าน ผู้รู้ในท้องถิ่น.
                         เชียงใหม่
: โรงพิมพ์มิ่งเมือง.
ธเนศวร์  เจริญเมือง. (๒๕๔๒). ๑๐๐ ปี สายสัมพันธ์ สยาม – ล้านนา (พ.ศ. ๒๔๔๒ – ๒๕๔๒). เอกสารชุดท้องถิ่นของ
                         เราชุดที  ๑ ในโครงการการศึกษาการปกครองท้องถิ่น. เชียงใหม่
: สถาบันมังรายและกลุ่มชินวัตร.
                    . (๒๕๓๖). มาจากล้านนา. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ผู้จัดการ.
บ็อค, คาร์ล (๒๕๕๐). ท้องถิ่นสยาม ยุคพระพุทธเจ้าหลวง. เสฐียร  พันธรังษี และอัมพร ทีขะระ เรียบเรียงจาก Temples
                         and Elephants : The narrative of a journey of exploration through upper Siam and Lao. กรุงเทพฯ :
                         สำนักพิมพ์มติชน
วิถี  พานิชพันธุ์ . (๒๕๔๘). วิถีล้านนา. เชียงใหม่ : สำนักพิมพ์ซิลค์เวอร์ม.
อานันท์  กาญจนพันธุ์. (๒๕๒๗). พัฒนาการของชีวิตและวัฒนธรรมล้านนา. พิมพ์ครั้งแรก. เชียงใหม่ : สำนักหอสมุด
                         มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.