อยู่นี่แล้ว


วันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2553

วิวัฒนาการเพศสภาวะในดนตรีไทยกับการผลิตซ้ำทางวัฒนธรรม

วิวัฒนาการเพศสภาวะในดนตรีไทยกับการผลิตซ้ำทางวัฒนธรรม


By Amelie Chance


                มนุษย์ สิ่งมีชีวิตที่มีวิวัฒนาการมาจากลิง ลิงที่มีวิวัฒนาการจากสัตว์มีขน ไม่มีอะไรติดไม้ติดมือมาตั้งแต่เกิด ลิงนั้นเริ่มรู้ซึ้งถึงปัจจัยสี่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค แน่นอน ลิงนั้นคงต้องการปัจจัยที่ ห้า คือการสืบเผ่าพันธ์ตนนั่นเอง ลิงมีวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ ในแต่ละซอกมุมของโลกกลมๆใบนี้  ต่อมาพวกลิงจึงหันมาเรียกตนเองว่า มนุษย์สัตว์ประเสริฐ ฉลาด สัตว์ฉลาดเหล่านี้ได้วางกรอบให้ตัวเองอยู่ โดยแบ่งเป็นกรอบมิติทางบรรทัดฐานสังคมที่วางไว้จากรุ่นสู่รุ่น มนุษย์ถูกจำกัดหน้าที่ทางเพศของตนเพียงสองเพศ คือ เพศ ชาย และเพศหญิง สิ่งเหล่านั้นค่อยๆ หล่อหลอมมาเป็นความเชื่อ พิธีกรรม เทพเจ้า เช่น เทพเจ้าที่เป็นผู้ชาย(เจ้าพ่อ) เทพเจ้าที่เป็นผู้หญิง(เจ้าแม่) หยินและหยาง ต่างๆนาๆ ระบบความเชื่อเรื่องเพศต่างพัฒนามาสู่การกดขี่กันอย่างเงียบๆ เนื่องจากการพยายามมีบทบาทของทั้งสองเพศ บทบาทของทั้งสองเพศยืนหยัดอย่างมั่นคงตามหน้าที่ของเพศที่ธรรมชาติให้มา คือเพศหญิงคือเพศแม่ผู้ให้กำเนิด(ไข่) เพศชายผู้เข้มแข็งผู้ให้จิตวิญญาณ(อสุจิ) ทั้งสองทำหน้าที่เป็น พ่อและแม่ เทพเจ้าต่างๆ ก็พยายามแสดงบทบาทนี้เช่นกัน แต่ในบทบาทที่แอบแฝงซ่อนเร้นนั้นยังมีความรู้สึกลึกๆของความที่กระเดียดออกมาจากเดิม ระหว่างเพศทั้งสองเพราะคำว่าเพศนั้นแสดงตามบทบาทหน้าที่ฉะนั้นจึงมีการรวมร่างของเทพจนเกิดเทพที่ครึ่งชายครึ่งหญิง นี่แหละเป็นความจริงที่ทุกคนควรยอมรับว่า ใครก็มีสิทธิ์รวมร่างกันได้ทั้งสิ้น ดังเช่น Hermaphroditus เทพกรีกที่ร่างเป็นหญิงสวยงามตามวัย แต่ดันมีอวัยวะเพศชาย เห็นไหมว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องของธรรมชาติจริงๆ

 Hermaphroditus

                กลับมาย้อนมองดูบ้านเราบ้าง บ้านเราเมืองไทยเป็นเมืองพุทธความเชื่อ วิถีชีวิตถูกหล่อหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกันศาสนา พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ว่า ภิกษุไม่ควรมีภรรยา สมณะถือเพศพรมจรรย์ จึงถือว่าภิกษุก็ตกอยู่ในสภาวะที่ไร้เพศเช่นเดียวกัน และยังได้มีการกล่าวถึงประเภทของบัณเฑาะก์  นปุงสุกบัณเฑาะก์คือพวกไม่มีเพศหรือเพศที่สามที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด(เปรมปรีดา ปราโมช ณ อยุธยา, 2549) สิ่งเหล่านี้ได้ชี้ทางสว่างมามากแล้วในชีวิตสงฆ์ และปุถุชนธรรมดา ต่างจากเจ้าพ่อเจ้าแม่ที่กล่าวมาแล้ว อย่างไรก็ตามภิกษุสามารถจับต้องผู้ชายได้เพศเดียวเท่านั้นเสมอ เพศชายจึงเป็นเพศที่มีเครดิตติดตัวมาตั้งแต่เกิด  

                   หากจะกล่าวถึงบทบาทหน้าที่ทางเพศ ไม่ใช่แค่มนุษย์เท่านั้นที่บอกว่าตัวเองมีเพศ มนุษย์ยังสมมุติสิ่งต่างๆ ที่มีลักษณะคล้ายบทบาทหน้าที่ของตนให้มีเพศอีกด้วย เช่น ผลไม้มีราชาผลไม้ ทุเรียน และราชินีแห่งผลไม้มังคุด กล่าวกันว่าทุเรียนกินแล้วอาจร้อนในเป็นธาตุไฟจะต้องเป็นราชา มังคุดหวานฉ่ำชื่นใจจะต้องเป็นราชินีแน่ๆ ในวงการดนตรีไทยบ้านเราก็เช่นกัน วัฒนธรรมการผลิตซ้ำได้มีบทบาทความเป็นเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง จากสังคมไทย เช่น กลองแขก ถูกเรียกว่ามีสองเพศคือ ตัวผู้ และตัวเมีย เพราะว่าสิ่งที่ใหญ่ๆอวบอั๋นนั้น เพศชายจะชอบเป็นพิเศษแล้วยังตั้งชื่อว่าแม่ ต่างๆ นาๆ เช่น แม่น้ำ แม่โพสพ แม่พระธรณี ส่วนสิ่งที่เหลือซึ่งคู่กับแม่ก็คือพ่อ เพราะฉะนั้นกลองแขกอีกตัวจึงเรียกกันว่ากลองแขกตัวผู้ หากจะกล่าวถึงแวดวง วงการดนตรีไทยเราก็จะมีวงดนตรีที่ผู้หญิงเล่นล้วน ได้แก่วงมโหรีเครื่องสาย(ฝ่ายใน) ส่วนใหญ่เล่นด้วยเครื่องสาย ชม้อยชายตา สวยได้ในทุกกริยาเวลาเล่น  และวงที่ฝ่ายชายนิยมเล่น ได้แก่วงปี่พาทย์ ที่นิยมการประชันแข่งขัน ถือเป็นประเภทเครื่องดนตรีชนิดที่หนัก ในวงการด้านนาฏศิลป์ก็มีการแบ่งเพศเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น ละครใน ละครนอก ละครในผู้แสดงจะเป็นผู้หญิง หรือสุภาพสตรีทั้งหมดสามารถบ่งบอกถึงยศฐาบรรดาศักดิ์ของพระมหากษัตริย์ และชนชั้นสูง 

                  เพราะฉะนั้นการแสดงจึงให้อารมณ์ที่หรูหรา อ้อนแอ่น และชม้อยชายตาสวยได้ทุกกริยาเวลาแสดงเช่นกัน ส่วนละครนอกผู้แสดงจะเป็นชายล้วนแต่แฝงวิญญาณการแสดงมากกว่าละครใน เพราะพระเอกและนางเอกได้ตีบทแตกไปแล้วในชีวิตจริง ละครนอกไม่จัดว่าหรูหราเท่าละครในทั้งๆที่เพศชายเล่นเองทั้งหมด สิ่งที่น่าจับตามองก็คือ นางเอกของละครนอกและพระเอกของละครใน ทั้งสองดำรงเพศสภาวะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือพระเอกละครในใช้ชีวิตเยี่ยงผู้หญิงธรรมดา ชีวิตจริงแสดงบทบาทเป็นเพศแม่(บางครั้งก็อยากเป็นชายแท้จริงๆ) ในละครแสดงบทบาทตามบทที่ได้รับมา ส่วนนางเอกละครนอกนั้น(ส่วนใหญ่)เธอใฝ่ฝันที่จะมีชีวิตเยี่ยงหญิงธรรมดาทั่วไป เธอจึงชอบที่จะแสดงบทบาทเป็นเพศแม่ตามความใฝ่ฝันของเธอในละคร (กรณีนี้ไม่นับรวมทั้งหมด แต่ก็เป็นส่วนใหญ่) เพราะเหตุการณ์ ชายแต่งหญิง ได้มีปรากฏมาตั้งแต่อดีตไม่ใช่เพิ่งมีมาไม่นาน ไม่เว้นแต่ในรั้วในวัง ก็ยังมีการแสดงละครนอกเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการแต่งหญิงจึงถือเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไป ในการแสดงและวงการแฟชั่นสมัยก่อน ภายหลังสังคมได้คลี่คลายจากกระแสแฟชั่นในวังผู้นำเทรนทันสมัยกลายมาเป็นกระแสรักชาติ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ทำให้เพศสภาวะในสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปมีการแบ่งแยกบทบาททางเพศที่ชัดเจนยิ่งขึ้น และยิ่งชัดเจนในสมัยจอมพล ป.พิบูลย์สงคราม พ.ศ.2481 โดยได้จัดแบ่งบทบาทหน้าที่ทางเพศอย่างชัดเจน เริ่มมีการสมมุติว่า ลูกผู้ชายต้องเป็นทหาร ลูกผู้หญิงต้องเป็นพยาบาลตามบทบาทเพศสภาวะของตนที่ได้จัดวางไว้ 

                จากรากฐานการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยอดีตจนมาถึงปัจจุบัน การศึกษาได้เข้ามามีอิทธิพลในการจัดการบทบาทอาชีพเป็นอย่างมาก เมื่อมีการศึกษาที่สามารถทำให้มนุษย์ฉลาดขึ้น นโยบายการบริหารประเทศที่เน้นความเท่าเทียม เสียงข้างมาก ประชาธิปไตยก่อให้เกิดการแสดงตัวของน้องลูกเกดมากยิ่งขึ้น ดนตรีไทยในปัจจุบันก็เช่นเดียวกัน เครื่องดนตรีไทยที่น้องลูกเกดนิยมเล่นเห็นจะเป็นจะเข้  วิวัฒนาการของสภาวะทางเพศที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดนตรีมีปรากฏชัดเจนขึ้นมากในยุคหลังเนื่องจาก การยอมรับในสภาพที่มีตัวตนของน้องลูกเกด การพยายามแสดง บุคลิกอันโดเด่น และลักษณะเฉพาะตัวที่ออกจริตไปในทางสตรีเพศ หันเห มาจับเครื่องดนตรี จะเข้มากขึ้น  เพราะหากจะจัดแบ่งเพศของเครื่องดนตรีอย่างหยาบๆ แล้วทุกคนถือว่าจะเข้ เป็นเครื่องดนตรีเพศหญิง(อวบอั๋น) แต่จะออกทางหญิงที่มีพละกำลัง(บึกบึน) และมีอำนาจ(น่ากลัว) ผ่างผ่าง ซึ่งในยุคสมัยก่อนหน้านี้ไม่เคยปรากฏว่าเคยมีทวดลูกเกด ยายลูกเกด ป้าลูกเกด เล่นเครื่องดนตรีชนิดนี้เลย แต่ปัจจุบันชายใดที่หันเหตัวเองมาเล่นจะเข้นั้น เป็นอันต้องโดนไม้ขนุนดูดวิญญาณทุกราย เหตุใดที่จะเข้เป็นที่นิยมเล่นของน้องลูกเกด

                ความใฝ่ฝันอันสูงส่งของน้องลูกเกดนั้น คือการได้เฉิดฉาย เป็นกุลสตรี งามอย่างไทยคู่ควรกับเครื่องดนตรีที่งดงามมากที่สุด ในวง คงมีตัวเลือกสุดท้าย คือ วงเครื่องสาย มโหรีหญิงในหัวคุณเธอเท่านั้น เครื่องดนตรีชนิดแรกซอสามสายดูเหมือนจะสวย แต่ต้องกระมิด กระเมี้ยน ทำเป็นกุลสตรีที่แสดงตัวตนความชัดเจนของเธอไม่ได้ ขิมสาย เครื่องสายเสียงไพเราะเพราะพริ้ง แต่ต้องกำมือคดคู้เธอเลยไม่ค่อยถูกใจซักเท่าไหร่ ซออู้ ซอด้วงความจริงน่าจะตรงกับบุคลิกภาพของเธอแต่เธอบอกว่าฉันขออยู่กลางเวทีเท่านั้น ส่วน ฉิ่ง ฉับ กรับ โหม่งยิ่งไม่ต้องพูดถึงเธอบอกว่าถ้าเธอเล่น เธอขอแอบอยู่หลังผ้าม่านซะจะดีกว่า (เธอไม่นิยมตีฉิ่ง) จะเข้นี่แหละตรงสุดๆ ทั้งยังนั่งตรงกลางเวที จะเข้ เครื่องดนตรี ที่จัดอยู่ในประเภทเครื่องดนตรีสตรีเพศ(อวบอั๋น บึกบึน) ที่มีท่านั่งที่เรียบร้อยสวยงาม ลีลาการกรีดกรายนิ้ว กรอ ยกขยับ รูด สะบัด ขยี้ ที่ถูกตาต้องใจจริตของเธอยิ่งนักทั้งเวลาเล่นยังเหมือนเล่นไปด้วย ร่ายรำไปด้วย สวยงามยิ่งนัก

                สำหรับพวกเธอ พวกเธอชอบที่จะเป็นผู้นำที่สามารถ ชม้อยชายตา และได้นั่งด้านหน้า เฉิดฉายกว่าอิสตรี ทั้งบุคลิกภาพที่มีทั้งอ่อนไหว และเข้มแข็ง เครื่องดนตรีชิ้นนี้จึงถือว่าเป็นคำตอบสุดท้ายในชีวิตของเธอ ด้านความฝันเล็กๆ ในใจน้องลูกเกด ถึงเธอจะเลือกบทบาทเครื่องดนตรีในใจเธอแล้วก็ตาม คุณเธอยังฝักใฝ่ในความรู้ดนตรีการด้านอื่นๆ ทำส่งผลให้ลีลาท่วงท่า ทำนอง และอารมณ์ที่อ่อนไหว เศร้าเคล้า สุขที่ได้ระบายออกทางเสียงจะเข้เส้นสายที่สั่นไหว เสียงที่ดัง ผ่าวๆ ของสายลวด กระทบกันสั่นซ่านไปถึงหัวใจ สายเอกเปรียบดังการเดินทำนองของชีวิด สวยทุ้มขับเปลี่ยนลีลาอารมณ์เศร้า สลับกับสายลวดที่คอยย้ำถึงความห้าวหาญแห่งบุรุษเพศ พวกเธอบรรเลงเส้นสายร้อยเรียงไปตามจิตวิญญาณ หากพวกเธอเล่นด้วยใจแล้ว เครื่องดนตรีชิ้นนี้นับว่าได้ถ่ายทอดความเป็นตัวเธอได้เหมือนยิ่งนัก หากแต่ในใจลึกๆมีอารมณ์ที่โหยหาความรักความสุข เหมือนคนปกติเพศ (บรรทัดฐานของสังคม) จะเข้ เครื่องดนตรีที่บึกบึนและอ่อนไหวถ่ายทอดอารมณ์บุคลิคว่าพวกเธอ คือพวกที่ได้แต่เก็บอารมณ์ความรู้สึกเอาไว้เงียบๆ ไม่กล้าบอกใคร ความเศร้ากับความผิดหวังในเรื่องของความรัก ความไม่สมปรารถนาที่แอบซ่อนไว้ภายในใจ เสียงที่สั่นซ่านของสายที่ขั้นด้วยไม้ไผ่บางๆ ได้ถ่ายทอดความเศร้า เคล้าสนุกออกมาในลีลา และท่วงท่าแห่งความเป็นเธอ ถึงแม้ว่าเธอจะกรีดกรายร่ายรำ ในท่วงท่าแห่งจิตวิญญาณ พวกเธอก็ไม่ลืมที่จะเป็นตัวตนที่เธอเป็น ว่าเธอจะต้องไม่แพ้น้องนี  เสมือนเวลาเล่นแล้วเลิกฉันใด ถึงจะเล่นได้ไพเราะเพราะพริ้ง สวยงามสักเพียงใด เธอเองนั่นแหละที่ต้องยกเครื่องดนตรีชิ้นเบ่อเริ่มไปเก็บไว้ที่เดิม(บึกบึน)

          ในสมัยนี้คงไม่มีใคร ที่จะปฏิเสธได้ว่า น้องลูกเกดคู่ควรกับ จะเข้ จริงๆ จากการยอมรับอย่างเงียบๆ ทำให้สังคม วงการดนตรีทั้งไทยและเทศ เปิดใจยอมรับน้องลูกเกดมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากจะเปรียบเทียบ สมัยก่อนยังมีผู้ชาย ร้องเพลงไทยเดิม ร้องแสดงเป็นตัวนางเอกเลย เสียงนี้ไพเราะเพราะพริ้งใสแจ๋วยิ่งกว่าผู้หญิงอีก ผ่านมาไม่นานก็เริ่มมีตัวนางละคร ชายจริงหญิงแท้ ที่เป็นน้องลูกเกด มาอวดโฉมร่ายรำในบทบาทของนางสีดา ที่สามารถทำให้น้องนี ตายกันเป็นแถบๆ นับประสาอะไรกับเครื่องดนตรี ที่ถูกสร้างมาเพื่อเธอ ความสามารถของพวกเธอนั้นต่างประจักษ์แก่สายตาสาธารณะชน จนเกิดการยอมรับขึ้นมาในวงกว้าง ว่า เธอเกิดมาเพื่อสิ่งนี้จริงๆ ในวงการต่างๆ ต่างก็ชื่นชมยินดีในความสามารถของเธอ ลูกเกดได้มีโอกาสแสดงความสามารถและตัวตนของเธอ โดยเข้าไปยืนหยัด มีบทบาทในสถานศึกษาหลายต่อหลายแห่ง ความบรรเจิดด้านความสามารถของเธอเป็นข้อพิสูจน์ศักยภาพ ที่มีอยู่ในตัวเธอเป็นอย่างดี บรรดาผู้คนต่างยกย่องลูกเกดว่าเธอมีความคิดที่แปลกใหม่ แตกต่างจากคนอื่น สร้างสรรค์  ปัจจุบันวงการดนตรี ทั้งไทยและเทศ ต่างชื่นชมยินดีในตัวของน้องลูกเกดเป็นอย่างมากที่ช่วยเป็นแรงขับเคลื่อน ศิลปะวัฒนธรรมให้เดินก้าวหน้าไปได้อย่างทุกวันนี้ 

จะเข้ รูปภาพจาก 
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89.jpg

                เพศสภาวะกับดนตรีนั้นสามารถบอกบุคลิก และความมีตัวตนของตนเองได้ เปรียบดั่งท่านครูที่ได้จัดให้ลูกศิษย์ที่มี ลักษณะนิสัย แตกต่างกันเล่นเครื่องดนตรี ที่แตกต่างกัน สมมุติบทบาท หน้าที่ บุคลิกไปตาม ตัวตน สื่อผ่านออกมาทางเสียง ลีลาทางด้านดนตรี ดั่งในโลกสังคมยุคปัจจุบันที่เปรียบเสมือนเวทีที่กว้างใหญ่ ไว้คอยให้มนุษย์ลิง ใส่หน้ากาก แสดงบทบาทโลดแล่นไปตามวัฎสงสาร เป็นบ่วงกรรมที่ขับเครื่องกงล้อ ดึงฉากกั้น ตามช่วงชีวิตของลิง 


วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2553

โลกนี้มืดบอด แต่หูฉันไม่บอด


โลกนี้มืดบอด แต่หูฉันไม่บอด
By Amelie Chance



เสียงแว่ว วังเวงหวีดหวิว แผ่วแผ่วพลิ้ว เสียงลมเสียงซึง
นิ้วกรีด ดีดดัง ตังตึง ติงตึง ติงตัง ตึงติง....
เสียง..โอด ทำนอง ขับขาน สอดประสาน สำเนียง เวียงพิงค์
คล้าย..ล่อง ลอยตาม น้ำปิง มาสู่สิงอิงในภวังค์..
..นั่นคือเสียงซึงจากลุงต๋าคำ จากโลก อันมืดดำ แต่มี พลัง
หวาน..เศร้า บอกเรื่องราวปางหลัง ที่ ถูกฝัง ด้วยกาล เวลา..
..ไม่ อาจ มองเห็น ผู้คน ด้วย อับจน พิการ สองตา
ก็ อยู่ อย่างคน แสวงหา ด้วย ศรัทธา ในคีต-กาล..
..แข็ง กร้าว ไม่งอน ง้อใคร แต่ แจ่มใส เหมือนดอก ไม้บาน
แม้น ให้ ด้วยใจ สงสาร ก็ ขับขาน เสียงเพลง ตอบแทน..
..นั่นคือ เสียงซึง จากลุง ต๋าคำ จากโลก อันมืดดำ จากใจ ให้แฟน
หวาน เศร้า เจ็บปวด ร้าวสุดแสน ด้วย อ้อมแขน โอบซึง ตรึงใจคน..
..สอง ข้าง ทางอัน แสนไกล ที่ เดินไป ด้วยความ ขัดสน
ไม่ ขาด คนเคียง ข้างตน คู่ กุศล คู่กรรม คู่ครอง..
..ถึง..ตราบ จนวัน สุดท้าย ชีพ วางวาย ผู้คน หม่นหมอง
สอง แก้ม อาบน้ำ ตานอง สิ้น ทำนอง สิ้นเสียง ซึงดัง
..ไม่มี เสียงซึง จากลุง ต๋าคำ จากโลก อันมืดดำ แต่มี พลัง
แม้น..ร่างถูกดิน ทรายกลบฝัง แต่ มนต์ขลัง ยังตรึง ซึ้งใจ
..ไม่มี เสียงซึง จากลุง ต๋าคำ จากโลก อันมืดดำ จากใจ ให้แฟน
หวาน เศร้าเจ็บปวด ร้าวสุดแสน ด้วย..อ้อมแขน
โอบซึ้ง ตรึงใจคน
(มานิต อัชวงษ์, จรัล มโนเพ็ชร ราชาโฟล์คซองคำเมือง, ๒๕๔๔ : ๑๘๒ )

          จากบทเพลงหนึ่ง ของจรัล มโนเพ็ชร ย้อนรำลึกรอยอดีต ผู้เขียนสู่วัยเยาว์ ๘ ขวบ(๑๗ ปีก่อน) จำความได้ภาพเลือนราง แว่ววาง เมื่อมีคุณลุงตาบอด เล่นซึงทำนองหวาน ชวนสะกดคนฟังที่เดินผ่านไปมาบนถนนลูกรังหน้าบ้านให้หยุดยืนฟังซึงทำนองหวาน ในช่วงฤดูหนาวเลียบลำน้ำแม่กวง ฉงนเสียงซึงลุงคำแห่งบ้านศรีเมืองยู้ ดังแว่วผ่านละอองหมอกม่านเหมยบางๆบนผืนน้ำ ที่ยังคงก้องสะท้อนผ่านอากาศไอหนาวเดือน ๓ เหนือ (เดือนอ้ายใต้, ธันวาคม) สู่การสั่นสะเทิ้มตามหาล่าร่องรอย ตัว และเรื่องราวความทรงจำของลุงคำ(ไม่ใช่ลุงต๋าคำในเพลง) อีกครั้ง

          เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเหมือนดั่งโชคชะตา เมื่อได้เข้าร่วมงานคอนเสิร์ต ม่านไหมใยหมอก โดย จรัล มโนเพ็ชร ณ ศูนย์วัฒนธรรม พร้อมลุงคำอีกครั้ง(พ.ศ. ๒๕๔๒) ครั้งนั้นลุงคำยังยิ้มหลับตาหยี พร้อมกับการลองเสียงปี่ เสียงเป่าลิ้น ปี่แน แป๊ด แป๊ด ปี๊ด แป๊ด เสมือนเป็นคำทักทายสะกิดให้ทุกคนหันมามอง มือสองข้างบรรจงบีบ พรางล้วงกรรไกรเล็ก เล็ก(บนด้ามจับที่ขึ้นราสีดำ) ในกระเป๋าเสื้อม่อฮ่อมขาดรุ่ย ค่อย ค่อยตัดมุมลิ้นปี่ที่ทำมาจากใบลานอย่างประณีต ทุกคนพอมารู้ตัวอีกทีก็รู้จักลุงคำ ช่างปี่แน ผู้ตาบอด แห่งบ้านศรีเมืองยู้ เรียบร้อยแล้ว

          เรื่องราวของลุงคำ ก็คงจะเป็นเหมือนเรื่องราวของมนุษย์ผู้เกิดมาเสมือนคนทั่วไป แต่หากตาทั้งสองข้างไม่มืดบอด ชีวิตนี้ก็คงไม่ต้องเวียนมารู้จักกับ ดนตรี ลุงคำ ชายชราคนเคยเป่า ปี่แนฝีมือดี ปัจจุบันอายุได้ ๗๗ ปี เป็นคนลำพูนตั้งแต่กำเนิด เกิดที่บ้านศรีเมืองยู้ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง และจำเลขที่บ้านตัวเองไม่ได้ ปัจจุบันอยู่ตัวคนเดียว ในบ้านหลังเล็กๆ ไม่มีครอบครัว ลุงคำเล่าว่าตัวเองตาบอดมาตั้งแต่อายุ ๓ ขวบ ด้วยโรค มะเร็งคุด(บ่เฮงคุ๊ด) พ่อชื่อ พ่อเสาร์ ทำงานก่อสร้าง  แม่ชื่อ แม่ดี ทำขนมขายที่ตลาดเช้าในตัวเมือง(กาดหนองดอก)  ลุงคำ ลูกชายคนเดียวที่ชอบดมกลิ่นขนม อบของแม่ตอนเช้า 

          พอเป็นหนุ่มอายุ ย่าง ๑๖ ปี ไม่รู้ไปไหนเนื่องจากความพิการบกพร่องของตน แว่วมองผองเพื่อนรุ่นเดียวกันก็ต่างเอาดีเรื่องการงานและครอบครัวไปแล้ว การไม่มีที่ไป เพราะดวงตามืดบอดสนิทจนมองเห็นทางในชีวิตไม่เจอ แต่หูก็ยังสัมผัสเห็นเส้นทางหนึ่งของชีวิต เส้นทางสายเสียงเพลง นำทางหนุ่มน้อยไปหาตาแก้ว นักดนตรีมีชื่อเสียงช่างป๊าดก้อง(พาทย์ฆ้อง) แห่งบ้านหนองเส้ง(ขณะนั้นอายุ ๗๐ กว่าปีแล้ว) ตำบลบ้านแป้น จังหวัดลำพูน ตาแก้วนักดนตรีผู้เฒ่า เป็นนักดนตรีตั้งแต่กำเนิด ทางบ้านพ่อรับอาชีพดนตรี มีลูกชายเล่นดนตรี มีวงป๊าดก้อง และเครื่องดนตรีเป็นของตัวเอง เมื่อรุ่นนักดนตรีตาแก้ว เพื่อนพ้องค่อยๆ ล้มหายตายจากไปทีละคน จึงจำเป็นต้องหาคนรุ่นใหม่มาแทนที่เครื่องดนตรีวงเดิม ตอนนั้นได้ ลุงคำ(อายุ ๑๖ ปี), ลุงแสน, ลุงสม, ลุงบุญ และลุงยืน เข้าสู่สายเลือดใหม่วงป๊าดก้อง นักดนตรีรุ่นใหม่ไฟแรง แห่งบ้านหนองเส้ง รับงานอิสระ ไม่ว่างานบ้าน งานวัด มงคล อวมงคล เช่น ปอยหลวง, งานแห่ แห่ศพ, แห่ฟ้อน(เล่นให้หญิงสาวในหมู่บ้านฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน) จนถึงวง สะล้อ ซอ ซึง ที่ฝึกสอนโดยตาแก้ว เช่นกัน

          ลุงคำ เลือกเล่นปี่แน และทำหน้าที่เป็นหัวหน้าวงดนตรีสืบต่อ จากตาแก้ว เพราะเป็นคนดื่มเหล้าน้อย มีสติมากกว่าคนอื่น รับเงินมาไม่ถูกโกง และที่สำคัญจูงคนตาดีเดินกลับบ้านได้ ลุงคำเล่าว่า สมัยก่อนไม่มีการเรียนการสอนดนตรีใช้โน้ตแบบปัจจุบัน จะบอก จะต่อ ก็ค่อยๆ ออกงานแล้วเรียนรู้กันไปเอาสนุก สนาน รื่นเริงเข้าว่า ลุงคำเล่าอีกว่า ตอนที่ตาแก้วตั้งวงคนรุ่นใหม่นั้นได้ถามลุงคำว่า จะเล่นอะไร? ลุงคำบอกว่า ปี่แน ตาแก้วก็พยักหน้าพร้อมกับบอกว่า เอาแต้ๆ นา เอาจ๋นเล่นได้เน้อ แปลว่า ต้องตั้งใจเรียน ตั้งใจเล่น และฝึกจนเล่นหากินได้นะ ลุงคำผู้ตาบอดจึงได้แต่ฟังทางปี่แนของลุงแก้ว แล้วจำจนขึ้นใจไม่กี่อาทิตย์ก็สามารถเล่นออกงาน หาเงินมาเลี้ยงพ่อ แม่ ผู้ชราได้ ย้อนกลับมาตอนที่ผู้เขียนเคยร่วมงานกับลุงคำ ณ ศูนย์วัฒนธรรม ตอนนั้นพวกเราเล่นเพลง ฮ่มฟ้าปารมีทุกคนต่างฝึกซ้อมกันเป็นเดือน เล่นได้บ้าง ไม่ได้บ้าง บางคนก็ดูโน้ต จำได้ว่าลุงคำเข้ามาเล่นและจำเพลงได้ เพียงแค่ฟังจากพวกเราซ้อม แค่ ๓ เที่ยว เท่านั้น

          จากการชักชวนเข้าสู่วงการดนตรีของ จรัล มโนเพ็ชร (พ.ศ. ๒๕๔๑) ลุงคำเริ่มมีรายได้พอหาเลี้ยงตัวเอง ตัวคนเดียว จากงานต่างๆ ที่เข้ามาตลอดทั้งปี จนเมื่อจรัล ได้เสียชีวิตไปเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๔ ลุงคำจึงหาเลี้ยงตัวเองโดยการสอนฝึกซ้อม สอนดนตรีพื้นเมืองให้แก่กลุ่มคนตาบอด ออกเล่น บรรเลงดนตรีตามแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมต่างๆ ในตัวเมืองจังหวัดลำพูน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๕ ผู้เขียนยังได้พบปะ ถามสารทุกข์สุกดิบ ลุงคำ และกลุ่มดนตรีคนตาบอด(คณะดาวไร้แสง) จังหวัดลำพูน ขณะเล่นอยู่ที่ลานหน้าอนุสาวรีย์เจ้าแม่จามเทวี ภาพเหล่านั้นยังคงติดตาชาวลำพูน ภาพกลุ่มคนดนตรีตาบอด สวมใส่ชุดม่อฮ่อม ถือเครื่องดนตรี สะล้อ ซึง ขลุ่ย กลอง ฉิ่ง กรับ เดินจับเอวลงมาจากรถกระบะ ผุกร่อน ช่วยกันบอกทางว่า หละวังหลุมเน้อ! เล่นกันสนุกสนานทั้งวัน ทานข้าวกันอร่อย แฟนเพลงเยอะ และเดินจับเอวถือเครื่องทำมาหากินของตนกลับบ้านเมื่อตะวันตกดิน

          ผู้เขียนได้ถามลุงคำอีกครั้งตอนนี้ว่า แล้ววงดนตรีลุงคำหายไปไหน? คำตอบที่ออกมาจากปากที่สั่น พอจะถอดคำพูดออกมาจากเทปได้ว่า ไปหมดแล้วนั่นก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งของตัวตนลุงคำในปัจจุบัน ปัจจุบันลุงคำ เล่นเพียงซึงตัวเดียว วันจันทร์ ถึง วันศุกร์ บรรเลง ณ วัดพระธาตุหริภุญชัย เล่นเช้าจรดเย็นตะวันตกดิน นั่งเล่นที่ศาลาบาตร ใกล้ประตูทางออก มุมของหอฆ้องใบใหญ่ๆ(เพราะได้ยินคนชอบมาตี) แกจะดีใจมากที่ยังมีคนรู้จักและจำได้ วันเสาร์รับจ๊อบที่ถนนวัวลาย ออกาไนซ์โดยหัวหน้าสมาคม(เข้าใจว่าหัวหน้าสมาคมคนตาบอด) จ๊อบละ ๓๐๐ บาท พร้อมตู้บริจาค(แต่เอาป้ายคณะมาเอง) บริจาคเยอะน้อย ไม่ว่าจะกร่อย หรือเต็มตู้ ก็ ๓๐๐บาท วันอาทิตย์ รับจ๊อบโดยออกาไนซ์เจ้าเดิมเล่นที่ถนนคนเดิน หน้าวัดพันเตา ทั้งสองวันหยุด เริ่มเล่นตั้งแต่ ๑๖.๐๐น. ถึง ๒๔.๐๐น. ตก ชั่วโมงละ ๕๐ บาท 

              
          ส่วนปี่แนของลุงคำ ในตอนนั้น ขณะนี้ ได้มอบให้กับคนอื่นเรียบร้อยไปแล้ว ด้วยเหตุผลว่า ไม่ได้ใช้ เลย ลุงบ่ได้เป่ามัน เอาฮื้อคนตี้เปิ้นได้เป่าเห มอบให้คนที่เขาได้ใช้ คือ นักเป่าปี่แนผู้ไม่ทราบชื่อ วงดนตรีมิตรรวมใจ แห่งหมู่บ้านหนองช้างคืน ทั้งที่เป็นปี่แนตัวโปรดเป่าบรรเลงคู่อยู่เคียงข้างลุงคำมาตลอด แต่เครื่องดนตรีมันคงเสียใจที่คนเล่นไม่ค่อยได้เล่นมัน เพื่อนๆ ก็ไม่มีมันคงจะเหงา เลยยกให้กับคนที่เขายังเห็นคุณค่าของมัน และมีความสุขที่มันยังเสียงเพราะเหมือนเดิม ลุงคำกล่าว พร้อมกับเล่าว่าเพื่อนที่อยู่ร่วมวงกันมาสมัยหนุ่มๆ ได้ล้มหายตายจากไปหมดแล้ว ประวัติความเป็นมาปี่แนเลานั้น ลุงคำได้ซื้อมานานแล้ว จากช่างชื่อทา แห่งบ้านแจ๋ม ตำบลมะเขือแจ้ จังหวัดลำพูน ในราคาที่แสนแพง ชุดละ ๑๕๐ บาท เมื่อเทียบกับราคาค่าจ้างของวง เล่นแห่ทั้งวัน วันละ ๓๐๐ บาท แบ่งกัน ๕ คน คนละ ๕๐ บาท อีก ๕๐ บาท เป็นค่าน้ำเมาเพิ่มอรรถรสในการบรรเลง เหลือเก็บกองกลางไว้เป็นค่าซ่อมแซมเครื่องดนตรี ส่วนซึงคู่ใจซื้อมาในราคาเหมารวมเครื่องดนตรี สะล้อ ๒ ตัว ๑,๕๐๐ บาท ปัจจุบันลุงคำมีซึงทั้งหมด ๒ ตัว ใช้ดีดอยู่ทุกวัน สายขาดก็ขอเปลี่ยนสายเบรกที่ร้านซ่อมมอเตอร์ไซด์ข้างบ้าน ชีวิตวนเวียนอยู่กับดนตรีตลอด
          เรื่องราวชีวิตชายชรา ผู้ตาบอด มืดมนตั้งแต่จำความได้ หากแต่หูลุงคำ ยังไม่บอด หูที่ช่วยเป็นเสมือนดวงตา แม้จะไม่มีโอกาสได้เห็นใบหน้าผู้ให้กำเนิด เลี้ยงดู แต่เสียงนั้นยังก้องสะท้านอยู่ในหัวใจ คอยบอกให้อยู่สู้ต่อไป ถึงไม่มีพวกเขา หูที่ให้โอกาสมองเห็นเส้นทาง ถนนสายดนตรี แม้ว่าพวกเขา พ่อ แม่ และเพื่อนผู้เป็นที่รักจะจากโลกนี้ไป บนถนนแห่งซุ่มเสียงก้าวเดินที่เคยคึกคัก ปลายจมูก ลิ้มกลิ่นที่คุ้นเคย เสียงที่ยังรู้จัก หวนห้วงรำลึกจำได้ กลับค่อยๆ ลับหายไปเหลือแต่ความโดดเดี่ยว อ้างว้าง แต่ไม่วังเวง อย่างน้อยก็ยังมีเพื่อนเป็นเสียงดนตรี

..นั่นคือเสียงซึงจากลุงต๋าคำ จากโลก อันมืดดำ แต่มี พลัง
หวาน..เศร้า บอกเรื่องราวปางหลัง ที่ ถูกฝัง ด้วยกาล เวลา..

           ในโลกที่มืดมิดแต่ก็ไม่น่ากลัวและจะไม่โดดเดี่ยวตลอดไป เป็นเวลาวันแล้ววันเล่า ลุงคำยังคงนั่งดีดซึง รอ รอคอย ใครสักคน ที่ยังรู้จัก เรียกชื่อ คอยทักทายบีบจับ สัมผัสปลายนิ้วที่กรากด้าน ด้วยลูบไล้สายซึงมานานชูปชีวิต ลุงคำยังหลับตาหยี ลุงคำ! จำกั๋นได้บ่?  จำได้กะคำตอบพร้อมรอยยิ้มพร่าวพราย และอาการเอียงหูเยี่ยงฟัง  คงจะไม่มีใครจำคนรู้จักได้ ทั้งๆ ที่หลับตา?  นี่คือการทักทายที่ไม่เคยหายประหลาดใจ 

           ก่อนจากลา เมื่อรวบรวมพลัง ขับเคลื่อนปัจจัยจากมือละลาบเข้าไปไว้ในกระเป๋าเสื้อม่อฮ่อม(ครานี้ไม่ขาด) เอาไว้ซื้อยากิ๋น ของกิ๋นลำลำ กิ๋นเน้อสิ้นเสียง เราต่างตกอยู่ในอาการพูดไม่ออก ความปลื้มปิติในรสของชีวิต ลิ้มรินหยาดน้ำตา ชะตากรรม กำลังขับเคลื่อนชีวิตใครบางคนที่ไม่สามารถกำหนดได้  ตื่นสะดุ้ง วั๊บ! หลังมือก็เผลอปาดน้ำตา บนหนังตาหยี หยี – บนรอยยิ้ม เยิ้ม เยิ้ม ของคนเหี่ยว และไม่เหี่ยว พลันรู้ตัว ตาเราไม่ได้บอดสนิท เพราะอะไรหรือ?      


              ไม่รู้สิ เพราะดาวดวงนี้ไม่เคยไร้แสงมั้ง......................................................................

ฤๅ สาวเจ้าพลัดถิ่น จะลืมหมอลำ เสียงแคน

ฤๅ สาวเจ้าพลัดถิ่น จะลืมหมอลำ เสียงแคน


สาวป่าซาง

พร่ำเข้าฤดูฝน หน้าน้ำหลากกักขุมถนนลูกรัง สังคมผู้คนฟากตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยยังหากินโดยการออกจับกบ บีบเขียดในยามวิกาล สตรีเจ้ายังคงนั่งรอผัวกลับจากการบีบเฟ้น อารมณ์ที่หนีไม่ได้ก็ตอนหมุนคลื่นหน้าบัดวิทยุในย่านความถี่ เอ เอม เพรียกหาหมอลำ เสียงแคน เสียงพิณแกล้งฟังไว้เป็นเพื่อนไว้คลายเหงา รอผัวเจ้ากลับมา สังคมในวัฒนธรรมเสียงเพลงยังคงก้องทั่วพื้นที่แถบกันดาร ในยุคงานสตรีแม่บ้านยังไม่ดังก้องเหมือนโอท็อป พวกเธอส่วนใหญ่จบการศึกษาอ่านออกเขี่ยได้ ไม่สูงเท่าชายใดในหมู่บ้าน เอาพอเฮ็ด ก๋าน เฮ็ดงานบ้านเป็นก็เพียงพอ ถึงคราอนิจจังเหล่าชายไม่เอาดี เฮ็ดงานไม่สม่ำเสมอ สาวเจ้าก็จำเป็นต้องออกระเห็ด มาเฮ็ดเอง สังคมช่างโหดร้าย ภาพข่าวโศกนาฏกรรมสตรีผู้ไร้สุข ขาดไออุ่นในการสร้างครอบครัวในฝันกับชายชาติพันธุ์หน่อเดียวกันเริ่มพังทลายลง ด้วยการออกไปหางานเฮ็ดที่กรุงเทพฯ 

สาวเจ้าไม่มีอะไรนอกจากวิทยุที่ซุกซ่อนในกระเป๋ากระดาษพลาสติกลายสายรุ้ง บ้างเม้าส์ว่าเสริมสวยนี่ดีแน่แท้ บ้างว่าเย็บผ้าก็เก๋ พวกหล่อนต่างหอบหิ้วกระเป๋าใบโต รองเท้างานวัดแลดูชั้นสูง พร้อมเสื้อผ้าที่คิดว่าเก๋ โบกมือลาพ่อแม่ที่มีฟันสองซี่ไว้เคี้ยวหนุบหนับยามเปิบข้าวเหนียว เพลงนักร้องบ้านนอก ของพุ่มพวงพลันดังสะท้อน กระท้อนก้องในกะโหลก “ไม่เด่น ไม่ดัง จะไม่หันหลังกลับบ้านนา” ใช่สิ พวกหล่อนคือสาวมั่น หัวทันสมัยที่ออกมาตามเสียงเพรียกร้องของอนาคตที่แจ่มใส ใช่สิพวกเธอคือสาวทำงาน(Working Women) ค่านิยมในความทันสมัย ของสังคมที่ออกจะดูล้าสมัยได้ตระการปรากฏฉายในแววตาสาวเจ้าทุกนาง พวกเธอต้องการสามีที่ดีในคราบความมั่งมีที่แลดูมีรสนิยม แม่น! เธอเห็นมาดามกรามหนา ดั้งหัก สวมชุดแวววับถือหลุยวิกตองเดินเฉิดฉายเข้ามาพร้อมสามีฝรั่งตาน้ำข้าว มาดามเธอนำความสุกใสให้แก่ครอบครัวโดยการซื้อทีวี ตู้เย็น และที่สำคัญ เครื่องเสียงสเตอริโอเปิดสรรเสริญเพลงหมอลำได้ฟังทั่วแถบบ้าน เพื่อแสดงถึงความมีอันจะกิน แลรสนิยมเพลงที่ทันสมัยอัพเดทเกินกว่าในรายการเพลงลูกทุ่งหลังเพลาห้าทุ่มจะเปิดได้ ใช่อีกสิ เดียวนี้สาวเจ้ารอผัวบีบเขียดไม่ได้ฟังวิทยุ หล่อนเบิ่งละครหลังข่าวก่อนตบท้ายด้วยรายการเพลงลูกทุ่งหมอลำสุดบรรเจิด กบเขียด ก็เหลือน้อยลงทุกวันสามีหล่อนขอบ่นพร้อมกลิ่นเหล้าขาว เซิ้งบั้งไฟปีหน้าหล่อนขอท่าเซิ้งแบบสาวมาด เมกะแดนซ์

เศร้าใจ! พวกเธอต่างชมชอบมาดามที่นำความเจริญเข้าสู่ครอบครัวมากกว่าผัวที่ประพฤติตัวตามฮีตสิบสองเดือน หล่อนเบื่อเขียด วัฒนธรรมโทรทัศน์ตัวร้ายที่ทันสมัยนางเอกที่ไม่ยอมแพ้นางร้าย การตบเพื่อแย่งซีน บทบาทให้ได้มาซึ่งชาย พระเอกเพศอันประเสริฐในหนังน้ำเน่า ดอกสตรีนิยมเริ่มเบ่งบานในกลางสมองเธอ ประเดี๋ยว ก่อนหน้าที่จะบรรจงอัดเพลงเพลงหมอลำแบบไฟล์ประหยัด(Mp3)ขายงานวัดบ้านดอน พร้อมแว่นกรอบโตตามียี่ห้อกุ๊ดจี่ เดินเข้ามาเพรียกหางานอันจะจัดเจอบุรุษตาน้ำข้าวในเมืองกรุง ผู้ปรารถนานำพวกเธอไปทำพันธุ์ที่เมืองฝรั่ง แลดูทันสมัย!

นานา น่านบันเทิงคดี ของชีวิตอันไม่มีคดี ได้รองรับแรงงานสาวเจ้าเข้ามาสู่อาชีพที่ไม่ต้องถือจอบ กำเคียว Bar Girl(สาวสถานบันเทิง) หล่อนดูจะตื่นเต้นกับวัฒนธรรมตะวันตก มือที่เคยจี่ข้าว หมักปลาร้า ก็หันมาย่างเนื้อทำแฮมเบอร์เกอร์ ชงเหล้าสูตรหรู เครื่องดื่มเวรี่ทันสมัย เธอเรียนภาษาต่างประเทศในคอร์ส พบปะเจ้าของประสาโดยตรงสำเนียงสาวเจ้าฟุ๊ต ฟิต ออกพิลึกชอบกล ดังคำกล่าวของน้อง ก. น้องเธอแต่งงานกับผู้บ่าวอีสานก่อนจะมาทำงานเป็นสาวบาร์ในขณะที่เพลงบริทนีย์ เปิดประโคมให้เหล่าเพื่อนเธอเต้นแยงย้ายส่ายสะโพกบนบาร์อย่างคับขัน ที่นี่น้อง ก. ได้ซึมซับวัฒนธรรมตะวันตก โดยเฉพาะอารยนิยมอเมริกันชน หล่อนชอบที่จะฟังเพลงตามสไตส์ของหนุ่มตาน้ำข้าวที่แวะเวียนเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย มีคนเข้ามาจีบหล่อนทุกวัน สาวเจ้ายิ้มพริ้มพรายชอบใจสะบัดมือสยายผมซ้ายที หล่อนชื่นชอบเพลงของนางมาดอนน่า นางบริทนีย์ และนางสาวเลดี้กาก้า พูดพรางสะบัดมือสยายผมข้างขวาที ฮายยย ยูว อา เวว คั่ม! หล่อนกล่าวทักทายแขกแบบฝรั่ง ก่อนที่จะมาสนทนาเรื่องรสนิยมของชายหย่าร้างที่ชื่นชอบให้คุณหล่อนเปิดเพลงยุค ๖๐ และ ๗๐ ด้วยเหตุนิยามความโรมานซ์ของเนื้อร้อง และทำนองที่งดงามตามอายุหนุ่มรุ่นพวกเขา เพลงได้ถูกบรรจงเปิดในผับนวลนาง เช่น เพลงของกลุ่มนักร้องโรลลิ่งสโตน(ค.ศ. ๑๙๖๒) ได้รับความนิยมสูงสุดในบาร์สาวเจ้า

รองลงมาก็เป็นนักร้องชายขวัญใจชายโสด อาทิ อีริค แคลปตัน(Can’t  Find My Way Home) และงานเพลงประเภท ร็อคแอนโรล น้อง ก. บอกว่าเธอเต้นเพลงพวกนี้ไม่เป็น เพราะมันไม่มีจังหวะส่ายสะโพก หล่อนโม้ว่าร้านเราเพลงเพราะที่สุดในย่านนี้ น่านนี้เพลงบาร์เธอทันสมัยหลากหลายสุด อิฉันถามต่อว่าแล้วมิทราบไปหาเพลงจากที่ไหนคะ อ๋อ บอสเค้าหามาให้เปิดคะ(พูดพลางฝรั่งตัวใหญ่ก็ปรากฏกายอย่างอัศจรรย์ เธอเมาแล้วล้ม) ส่วนเพลง เพอะ-ปอป พี่กับน้องๆ สาวเจ้าเป็นคนหามาเอง แผ่นละห้าสิบบาทเองนู๋ ถู๊ก ถูก  พูดไม่ทันขาดคำสาวเจ้าก็ขอแดนซ์เพลงนางมาดอนน่า(Celebration) ทันใดนั้นช่วงเวลาแห่งการรอคอย ช่วงเวลาแห่งการนับถอยหลังโดยผู้ว่า กทม.ได้เริ่มขึ้นอย่างกระอักกระอ่วน 10 – 9 – 8 – 7 – 6 – 5 – 4 – 3 - 2- 1____ Happy New Year 2010 กระดิ่งภายในร้านถูกชักดังลั่น สาวเจ้านาบลูกโป่งแนบเรือนอกแตกกระจาย และตามด้วยเพลง เพลง เพลงหมอลำ เพลงมันต้องถอน เพลงจี่หอย และเพลงดาวมหาลัย ได้ดังปะทะเข้ากับเวลาแห่งวินาทีใหม่ ปีซาว-สิ๊บ สาวเจ้าแดนซ์กระจายในท่ารำวงพร้อมเพื่อนชายชาวต่างชาติ เธอทุกคนต่างสุขสันต์ในเหง้าเสียงแดนเดิม แม่น! สาวเจ้าเป็นสาวอิสานเด้อ ชายชาวต่างชาติผู้หนึ่งในสภาวะหย่าร้างกล่าวว่าตนไม่รู้สึกอายเยี่ยงไรกับการได้ภรรยาใหม่เป็นสาวเจ้า เพราะเธอมีรสนิยมทางดนตรีที่ดี ความสามารถในการเต้น และแทงพูลเป็นเลิศ พูดแล้วยิ้มเมียงมองท่ารำวง คอหนีบขวดของพวกหล่อน อนิจจัง พวกเธอคงอยากกินตำบักหุ่งต้อนรับปีใหม่เป็นแน่แท้ พูดแล้วก็แนะนำ BF(Boyfriend) แนะนำให้เป็นที่รู้จักเห็นไหม?พวกเธอได้ดีทุกคน

เสียงร้องที่ยังโหยหา ความต้องการอันไม่มีที่สิ้นสุด ที่ใดสักแห่งที่ยังสามารถรองรับสาวเจ้าในหน้าที่ภริยา ชายชั้นสูงเหมือนละครหลังข่าวที่ตนใฝ่ฝัน ล้มบ้าง คลุก บ้าง บางครั้งก็คลานไปหาอาชีพขายเรือนร่าง ใช่สิหล่อนยังย้ำในจุดยืนทันสมัยในอาชีพแสนสบาย ใครเล่าจะอยากตรากตรำ ใครเล่าไม่อยากสวย หล่อนเห็นเพื่อนสาวและสามีออกมาหางานกรรมกรตัวดำ ชีวิตมันเลือกเกิดไม่ได้ ถ้าเกิดได้สาวเจ้าอยากเกิดในสังคมชั้นสูง ผู้ดีมีอันจะกิน แต่อย่างไรเมื่อได้กลิ่นปลาแดกก็อดใจในเหง้ารากของตนไม่ได้ ดนตรีก็เช่นกัน ถึงสาวเจ้าจะร้องเล่นเต้นรำในวัฒนธรรม Popทันสมัยตามกระแสอินเตอร์ แต่กลิ่นไอลูกทุ่งหมอลำ เสียงแคน เสียงพิณ ก็ไม่ได้พรากจิต วิญญาณไปจากเธอ รอยยิ้มที่ยังหวาน ดวงตาที่ยังมีหวังเธอบอกว่าจะกลับบ้านนอกวันที่ หก พร้อมแฟนตาน้ำข้าว 



ที่นั่นแหละ ที่ที่เธอจะเปิดเพลงหมอลำได้อย่างภาคภูมิใจ......


บทวิจารณ์ เอกสารประกอบการประชุมวิชาการ ผู้คน ดนตรี ชีวิต

ณ วารสารเพลงดนตรี ฉบับเดือน สิงหาคม 2553