อยู่นี่แล้ว


วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2568

#คู่มือบำบัดด้วยพลังคริสตัล

#คู่มือบำบัดด้วยพลังคริสตัล . บทที่ 1 ตอนที่ 1 . #แนวทางการบำบัดด้วยคริสตัล . ในเล่มที่ 1 Crystal Enlightenment โดย KATRINA RAPHAELL . ได้มีการกล่าวถึงคุณสมบัติการบำบัดของคริสตัลและหินหลายชนิด รวมถึงข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับเทคนิคการบำบัดด้วยคริสตัลและรูปแบบต่างๆ ของหิน การเผยแพร่ข้อมูลนี้ให้ผู้คนที่ต้องการใช้จริงได้รับทราบ ทำให้เกิดความรู้สึกถึงความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นในการแบ่งปันเทคนิคเฉพาะที่ใช้เมื่อวางคริสตัลและหินลงไปและพลังงานอันทรงพลังเริ่มไหลเวียน หลายคนเคยประสบกับผลกระทบเหล่านี้มาแล้ว คุณอาจไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร หรือจะจัดการกับการเปลี่ยนแปลงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ . เมื่อศูนย์จักระเปิดออก และสิ่งอุดตันใดๆ ก็ปรากฏขึ้นพร้อมให้ปล่อยออกไป นี่คือสิ่งที่ต้องทำ วิธีติดต่อแหล่งที่มาของพลังงาน รับมุมมองทางจิตวิญญาณ เข้าใจสาเหตุหลักของโรค และวิธีขจัดความเจ็บป่วย เรียนรู้บทเรียนที่แฝงอยู่ ปล่อยวาง และก้าวไปข้างหน้า แนวทางการบำบัดที่อธิบายไว้ในที่นี้เป็นแนวทางที่ฉันได้ใช้และพัฒนามาตลอดหลายปีของการบำบัดด้วยคริสตัล การบำบัดหลายๆ วิธีเป็นระบบทฤษฎีและการปฏิบัติที่สมบูรณ์ในตัวของมันเอง (การบำบัดในอดีตชาติ การขับไล่ปีศาจ ฯลฯ) แนวทางเหล่านี้ . เราควรใช้ในหนังสือเล่มนี้โดยเกี่ยวข้องกับศิลปะและการปฏิบัติ ของการบำบัดด้วยคริสตัล ผลของการบำบัดใดๆ จะเพิ่มขึ้น และพลังงานการบำบัดจะทวีคูณเมื่อใช้คริสตัลร่วมกับการบำบัดนั้น ฉันขอแนะนำให้คุณค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ฉันรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้นำเสนอเทคนิคเหล่านี้ให้คุณทราบ และขอให้คุณปรับตัวเองให้สอดคล้องกับแสงภายในของคุณและพลังงานของคริสตัลและหินก่อนที่คุณจะใช้มัน . ศิลปะการบำบัดด้วยคริสตัลเป็นความรับผิดชอบที่ต้องรับรู้และยอมรับอย่างมีสติก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติกับผู้อื่น เพราะความเสียหายมากมายอาจเกิดขึ้นได้ และเกิดขึ้นแล้วจากผู้ที่ไม่ทราบถึงพลังที่เกิดขึ้นเมื่อคริสตัลและหินผสมผสานกับสนามแม่เหล็กไฟฟ้าของมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยและชัดเจนหลายอย่างเกิดขึ้น ซึ่งเราต้องเตรียมพร้อมและสามารถรับมือได้ เมื่อแสงออร่าถูกสะท้อนจากหิน จะส่งผลโดยตรงต่อทุกแง่มุมของการดำรงอยู่ จิตสำนึกจะสูงขึ้นร่างกายอารมณ์จะไวต่อความรู้สึกมากเกินไป และหากใช้วิธีการที่เหมาะสม พลังงานทางจิตวิญญาณจะรวมเข้ากับร่างกายได้ และการรักษาที่น่าอัศจรรย์จะเกิดขึ้นได้ หากไม่รู้ตัวและไม่รู้เท่าทัน พลังที่กำลังเผชิญอยู่ การแยกตัวอย่างรุนแรง ความเปราะบางทางจิตใจ และพลังงานที่ไม่ถูกควบคุม อาจสร้างอันตรายมากกว่าประโยชน์ ด้วยเทคนิคการบำบัดเฉพาะที่อธิบายไว้ในหน้าต่อไปนี้ . พลังของคริสตัลและหินสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ และพลังงานของคริสตัลเหล่านี้สามารถนำไปใช้ในการรักษาและยกระดับจิตใจได้ การรักษาด้วยคริสตัลเป็นศิลปะที่ก้าวหน้า ซึ่งมีศักยภาพในการสร้างการรักษาที่สมบูรณ์ ซึ่งรวมถึงร่างกายทางจิตใจ อารมณ์ ร่างกาย และจิตวิญญาณ การฝึกการรักษาด้วยคริสตัลเป็นโอกาสที่เราจะปล่อยวางและปล่อยให้พระเจ้า เป็นช่วงเวลาที่หัวใจรับฟังข้อความจากจิตวิญญาณ เป็นเวลาที่จะดำดิ่งลงสู่ความไว้วางใจในตัวตนภายในอย่างลึกซึ้ง การรักษาด้วยคริสตัลอุทิศให้กับพลังงานสูงสุดของแสงและสีในขณะที่มันส่งผลต่อระดับที่ละเอียดอ่อนของมนุษย์ . เมื่อปฏิสัมพันธ์ของพลังงานนี้เกิดขึ้น ก็จะสามารถเข้าถึงแก่นแท้ที่ลึกที่สุดของบุคคลได้ จากนั้น จึงเป็นไปได้ที่จะเห็นว่าทำไมเราจึงสร้างความเป็นจริง ที่เรามีในชีวิตของเรา เมื่อเราเข้าใจแล้วว่าทำไมเราถึงดึงดูดสถานการณ์ต่างๆ เข้ามาในชีวิตเรา และบทเรียนทางจิตวิญญาณอันล้ำค่าที่แฝงอยู่ในเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตของเรา เราก็สามารถรับผิดชอบต่อตัวเองได้ทั้งหมดและสร้างชีวิตของเราในแบบที่เราเลือก . ความสงบสุขและการเสริมพลังให้ตนเองเป็นหนทางธรรมชาติในการดำรงอยู่ของผู้ที่กลมกลืนกับตนเอง และเข้าใจจุดประสงค์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต #ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเล่นบทบาทเป็นเหยื่อผู้ถูกควบคุมผู้ไร้อำนาจและนักโทษของชีวิตอีกต่อไป ศิลปะแห่งการบำบัดด้วยคริสตัลต้องใช้สมาธิและความสามารถในการปล่อยวางปัญหาส่วนตัวเพื่อให้เชื่อมโยงกับบุคคลที่กำลังได้รับการรักษาได้อย่างสมบูรณ์ . เมื่อได้รับการรักษาด้วยคริสตัล สิ่งอุดตันในร่างกายทางจิตใจหรืออารมณ์จะปรากฎขึ้นในจิตสำนึกเพื่อให้มองในมุมมองที่กว้างขึ้น การบำบัดด้วยคริสตัลได้รับการออกแบบมาเพื่อนำพลังแสงและสีสันมาสู่ออร่ามากขึ้น เนื่องจากแสงธรรมชาติสะท้อนจากหินและพลังงานก็ถูกขยายขึ้น ซึ่งจะทำให้มองเห็นหมอกพิษและรูปแบบกรรมส่วนบุคคลที่ควบคุมเหตุการณ์ในชีวิตได้ชัดเจนขึ้น . ด้วยความเข้าใจนี้ เราจึงสามารถเข้าใจได้อย่างมีสติ ดำเนินวงจรให้สมบูรณ์ ชำระล้างกรรม เรียนรู้บทเรียนอันล้ำค่า และเข้าถึงการเสริมพลังส่วนบุคคลอย่างสมบูรณ์ คริสตัลและหินที่วางอยู่บนศูนย์กลางที่สำคัญของร่างกายจะสะท้อนและสร้างพลังที่ส่งแสงไปยังออร่า เมื่อออร่าเปิดและชัดเจน ศูนย์จักระจะถูกกระตุ้น และสามารถสัมผัสอย่างมีสติกับส่วนที่ลึกที่สุดและบริสุทธิ์ที่สุดของตนเองได้ . เมื่อความถี่การสั่นสะเทือนของออร่าเพิ่มขึ้น พลังงานทางจิตใจ อารมณ์ หรือจิตใต้สำนึกใดๆ ที่สั่นสะเทือนที่ความถี่ต่ำกว่าจะปรากฎขึ้นในจิตใจและหัวใจเพื่อทำความสะอาด รักษา และเปลี่ยนแปลง ด้วยการเพิ่มแสงและการสั่นสะเทือนเพื่อการรักษาของหินร่วมกับการบำบัดที่อธิบายไว้ในหนังสือเล่มนี้ จึงเป็นไปได้ที่จะสร้างระบบความเชื่อเชิงบวกและแก้ไขแนวคิดและทัศนคติเกี่ยวกับโลกทางกายภาพและสะท้อนและแสดงสถานะภายในของเรา . รตี แปล และเรียบเรียง . ภาพจากอินเตอร์เนต

#ความสบายใจคือหัวใจของความมั่งมี

ความสบายใจที่แท้จริง คืออารมณ์ที่ เรารู้สึกว่า การกระทำ ลงรอย กับพลังงานของจิตวิญญาณ เมื่อทั้งสอง แนบชิดสนิทกัน จะเกิดความรู้สึกเป็นธรรมชาติ เหมือนเรากำลังนอนอยู่ ท่ามกลางกระแสน้ำ ที่ไหล และปล่อยให้คลื่น พัดพาคุณไป จนถึงจุดหมาย นี่คือการ Flow ของพลังงาน จิตสำนึก และจิตวิญญาณ น้ำไม่สามารถ ที่จะตั้งอยู่ในแก้ว ที่สั่นตลอดเวลาอย่างรุนแรงได้ เงินก็เช่นกัน เงินไม่สามารถทานทนอยู่ในสภาพจิตใจที่สับสน ฉันกำลังจะบอกว่า เมื่อคุณรู้สึกสบายใจ เงินก็จะสบายใจด้วย ความสบายใจนั้นสืบเนื่องมา จากการลงทุน การใช้เงิน อย่างมีเป้าหมายจุดหมาย และด้วยความสบายใจ มิใช่จับจ่าย ด้วยความสุขใจ หรือ ด้วยความประมาท นี่คือการสั่นสะเทือนที่ รุนแรง เพราะ มันเกิดจากกิเลส การทำงาน กับใครก็ตาม มันปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องเงิน และแน่นอนว่า งานนั้นจะสำเร็จหรือไม่จะต่อยอดให้คุณมั่งคั่งหรือไม่ มันอยู่กับว่าคุณสบายใจหรือเปล่า ความสบายใจนำพามาซึ่งความมั่งคั่ง ส่วนหากงานที่คุณทำแขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความไม่สบายใจ ไม่ว่ามันจะเกิดเรื่องราวแค่เล็กน้อยการโกหก การแปลงสาร หรือความไม่น่ารักในการทำงานร่วมกัน นี่ก็คือความไม่สบายใจ เมื่อจิตใจไม่มีความสุข น้ำในแก้วก็จะสั่นสะเทือน แน่นอนเงินก็ไม่สามารถที่จะอยู่ ในจิตใจของคนเหล่านั้นได้เลย ดังนั้นจงทำงาน ที่สบายใจ อยู่กับคนที่สบายใจ หากไม่มีก็จงทำงานด้วยตัวคนเดียวและด้วยใจที่สบาย เพราะความสบายใจกับความมั่งคั่ง เป็นเรื่องเดียวกัน #จงเลือกอยู่กับคนที่สบายใจ #จงทำงานที่สบายใจ #ความสบายใจเป็นบ่อเกิดแห่งความมั่งคั่ง
#ฝึกตัวเองให้รับพลังงานดีดี . นี่อาจเป็นเคล็ดลับสู่ความสำเร็จ เมื่อเราเสพติดสิ่งดีดี สารเอนโดรฟิน จะเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนระบบพลังงานในร่างกาย เพราะตัวสั่งการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือ ฮอร์โมน เพราะมันเข้าไปมีส่วนเกี่ยวโยงเข้ากับ "อารมณ์" และความสดชื่น รื่นเริง ของความมีชีวิต . เมื่อคุณเสพติดความสุขจากพลังงานดีดี โดนต้องโฟกัสในสิ่งที่ถูกต้อง เห็นความพยายาม เป็นเรื่องของการพัฒนาตนเอง การเอาชนะตัวเอง เราจะเริ่มเปลี่ยนแปลงนิสัยที่แย่ ๆ ซึ่งคนส่วนใหญ่จะตัดพ้อ กล่าวโทษ โยนความผิดให้คนอื่น โดยที่ตนเองไม่เคยรู้ตัว กลับทำผิดซ้ำซาก ด้วยไม่มองตัวเองอย่างถ่องแท้ สุดท้ายทุกคนบนโลกกลับผิดหมด มีเพียงตัวเองที่ไม่ควรเกิดมาบนโลกใบนี้ นี่คือปัญหาใหญ่มากๆ . การรู้ตัว การพยายามทำให้ดีขึ้น การโฟกัส ตลอดจนถึงความตั้งใจมันคือเครื่องพิสูจน์ให้เรากลายเป็นคนใหม่ที่ดีขึ้น รู้ตัวไวขึ้น ส่วนนี้คือการพัฒนา sense ที่สำคัญ ก่อนที่ระบบสัมผัสด้านจิตพลังงานจะเข้าไปสู่ระบบ common sense จนกลายเป็นอนุสัยด้านดี . การพูดกับตัวเองในด้านบวก ช่วยสร้างเครือข่ายสนามพลังงานที่ดีแก่เซลล์ อีกทั้งช่วยจัดระเบียบระบบไฟฟ้าในร่างกายใหม่ พัฒนาตรงนี้คุณต้องบ่มเพาะด้วยตนเอง มิใช่โทษที่ที่คนเกิดมา สังคม ประเทศ ฯลฯ การบ่มเพาะตัวตนภายในจากการพูดดีดี รับพลังงานดีดี (ออร์กอน) จะเป็นตัวชี้ขาดเรื่องพัฒนาการฝ่ายจิต ซึ่งมีผลต่อความสำเร็จในชีวิตมนุษย์ของคุณ . เมื่อแยกกายแยกจิต คือ แยกการทำงานของร่างกาย และจิตผู้สั่งการได้แล้ว เราจะเข้าถึงระบบการจัดการสองมิติ คือ กายทำหน้าที่ตามจิต ส่วนจิตรู้ และดำเนินขั้นตอนในหน้าที่การวางแผนจัดการต่อไป ส่วนวิญญาณคือแสงไฟ spotlight ที่ส่งไปยังเป้าหมายอย่างไม่ลดละ . การกระทำเหล่านี้คุณต้องฝึกรับพลังงาน ตั้งเจตจำนง ฝึกฝน ทำซ้ำๆ จนกลายเป็นนิสัย กระทั่งมันเข้าไปตกผลึกตรงจิตใต้สำนึก และกลายเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมโดยสัญชาติญาณอย่างถาวร เมื่อกลายเป็นนิสัยแล้วเราก็สามารถทำโดยไม่ลำบากใจ เพราะมันเป็นไปโดยอัตโนมัติ . จง Flow ให้ทุกอย่างไหลตามคลื่นเจตจำนง และจงมีความสุข สิ่งเหล่านั้นคือท่วงทำนองแห่งจักรวาล จงอย่าหยุดมอง หยุดฟัง จงทำไปด้วย ฟังไปด้วย ชื่นชมไปด้วย ยินดีไปด้วย เพราะนี่คือท่วงทำนองแห่งชีวิต เมื่อคุณทำมันมากๆๆ พอ พลังแห่งการทำซ้ำจะสร้างรูปแบบจังหวะชีวิตให้แก่คุณใหม่ . สังเกตไหมว่า เพลงที่เพราะ ๆ ความเพราะส่วนใหญ่มันมาจากจังหวะจักโคน รองลงมาก็ทำนอง และเนื้อร้อง จังหวะนั้นคือรหัสของจักรวาล เมื่อสมองถูกจัดเรียงข้อมูลเหล่านี้ใหม่ ชีวิตคุณก็จะถูกจัดเรียงใหม่เช่นกัน . ดังนั้นจงเริ่มให้เร็ว เพราะความสำเร็จเป็นเรื่องรอไม่ได้

วันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2567

Clear Quartz

Clear Quartz หรือควอตซ์ใส หรือที่คนไทยเราเรียกกันว่าหินเขี้ยวหนุมาน หรือแก้วหนุมานนั้น เป็นหินที่มีพลังอำนาจในการบำบัดรักษามากที่สุดในโลก และก็เป็นตัวขยายพลังงานให้มีความเข้มข้นมากขึ้นที่ดีที่สุดในโลกอีกด้วย หน้าที่พื้นฐานของผลึกควอตซ์หรือคริสตัลก็คือ การดูดซับเอาพลังงานเข้ามาไว้, แล้วเก็บรักษาพลังงานนั้นเอาไว้ แล้วปลดปล่อยออกไปด้วยความเข้มข้นรุนแรงที่มากขึ้นและ/หรือคมชัดกว่าเดิม นอกจากนี้มันยังสามารถที่จะมันจะช่วย clear และบำรุงอวัยวะต่างๆของเรา และรวมถึงช่วยทำความสะอาดและค้ำจุนกายทิพย์ของเราได้อีกด้วย มันสามารถที่จะช่วยขยายความสามารถทางจิตของเราให้มีมากขึ้นหรือแข็งแกร่งมากขึ้นได้ ช่วยให้เราเข้าสมาธิได้เร็วขึ้น และยังช่วยปลดล็อกความทรงจำของเราได้ ผลึกควอตซ์ที่ผ่านการเจียรไนให้มีเหลี่ยมมุมแบบ Phi หรือที่เรียกว่า Vogel Crystal แล้ว คือรูปแบบของผลึกควอตซ์ที่มีพลังอำนาจในด้านต่างๆมากที่สุด และยิ่งเจียไนยให้มีเหลี่ยมมุมมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีอานุภาพมากขึ้นเท่านั้นด้วย และยิ่งผลึกควอตซ์มีขนาดใหญ่เท่าไหร่ก็จะยิ่งมีอานุภาพมากขึ้นเท่านั้นด้วย พลังอำนาจในการบำบัดรักษา: ผลึกควอตซ์คือปรมาจารย์แห่งการบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บทุกๆชนิดเลยก็ว่าได้ มันสามารถที่จะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของเราได้ด้วย และยังช่วยปรับสมดุลให้กับร่างกายเนื้อของเราได้ด้วย วิธีใช้งาน: สวมใส่ไว้ติดตัวโดยเฉพาะให้สัมผัสกับผิวหนัง, ทำเป็นน้ำทิพย์เพื่อหยดใส่ใต้ลิ้น 3-7 หยดช่วงท้องว่าง หรือก่อนทำสมาธิ หรือผสมน้ำดื่ม 7 หยดต่อน้ำครึ่งลิตร, เอามาวางเป็นคริสตัลกริด, เอามาวางตามจุดจักระ, เอามากำไว้ในมือแล้วทำสมาธิ, เอาแบบพุ่มใหญ่หรือแบบลูกกลมมาตั้งไว้ในห้องทำสมาธิ เพื่อดึงดูดพลังงานบวกเข้ามาและช่วยให้จิตใจสงบเร็วขึ้น รวมถึงช่วยเชื่อมต่อพลังงานของเรากับเบื้องบนได้อีกด้วย, เอาพุ่มเคลียรค์ควอตซ์ขนาดใหญ่ๆ 2-3 กิโลกรัมขึ้นไป มาล้างพลังงานหินให้กับหินชนิดอื่นๆที่ชิ้นเล็กๆหรือเป็นกำไลข้อมือได้ โดยการเอาหินที่ต้องการล้างพลังงานบลวางบนพุ่มเคลียร์ควอตซ์แล้วทิ้งไว้ข้ามคืน Ref: The Crystal Bible by Judy Hall. #หมายเหตุ ข้อมูลคุณสมบัติหินในเพจทั้งหมดนี้ เป็นความเชื่อส่วนบุคคลกลุ่มหนึ่งเท่านั้น โปรดใช้วิจารณญาณในการรับรู้ข้อมูล และ เราไม่แนะนำให้ใช้หินเป็นเครื่องมือหลัก ในการบำบัดรักษาโรค แทนวิธีการหลักที่ท่านใช้อยู่แล้วแต่อย่างใดเลย เพราะฉนั้นถ้าท่านมีปัญหาสุขภาพรุนแรง โปรดปรึกษาแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2558

水樹奈々禁断のレジスタン แปลไทย


水樹奈々『禁断のレジスタンス』MUSIC CLIP(Full Ver.)แปลไทย





การเริ่มต้นมันน่ารัก ดั่งการคงอยู่ของความอยุติธรรม

แต่ก็คล้ายกับฉันได้ลิ้มรสกับการต่อสู้ที่นำไปสู่การแตกดับ 

คือเครื่องเซ่นสังเวยด้วยการเกิด การดำรงอยู่ เพื่ออะไร? 

ต่อเมื่อเราทราบและโต้กลับซึ่งสรรพสิ่งของธรรมชาติ ก็รู้ ไม่มีทางฝืนได้เลย 

อะไรหรือคือความหรรษาของมนุษย์เราทุกวันนี้? 

การสวมกอด เต้นรำกับโชคชะตาและบรรทัดฐานของสังคม? 

หรือการแสร้งอยู่ในสูญตาอันเวิ้งว้าง (ใช่มันสวยงามละอยู่บนโลกอันน่าสิ้นหวังนี้) 

ฝันที่แตกสลายที่ไม่มีวันสูญสิ้น หรือจะลืมซึ่งน้ำตาที่จมซากความทรงจำ
อันไหลนองเป็นสายเลือดของภพชาติ 

ขอความทุกข์ จงนำพามาซึ่งเสียงสังสารวัฏ ในบทเพลงอนันตยกัลป์ 

จิตฉันจะโบยบิน บิน ให้สูง สูงขึ้นไป ปลดเปลื้องปล่อยวางภาระที่เหลืออยู่ในซากกรรมเก่า 

สัมผัสได้ไหมว่าหัวใจมันยังเต้น เต้น สู้ไม่เคยท้อ นี่คือชีวิต!!! 

ก็ไม่แย่นะ สำหรับการเกิดมา ด้วยหัวใจที่เต้นกระเพื่อมไปถึงฟากฟ้าแสนไกลนี้ 

ผ่านห้วงมหานทีอันกว้างไม่มีที่สิ้นสุด ดั่งดารากระพริบเมื่อสุริยนลับหวัง 

เมื่อความมืดคืบคลานมากับความเหงา ความเศร้าต่างรุมเร้ากัดแทะจิตใจ 

แต่ฉันก็ยังพยายาม ปลอบประโลมยอมรับความรู้สึกนั้นด้วยสุขกุศล 

อะไร ใครหรือที่หยิบยื่นความสุข ในภาพนั้นที่ยังเคยติดตา ผลกรรมจำฝังใจในอัตตา 

ตื่น รู้ เข้าสู่ความจริง !!!!! 

เมื่อนั้นแสงแห่งความหวังจะสาดส่องซากปรักแห่งความทรงจำ และแผดเผาสั่นสะเทือนเหมือนจะร่ำไห้ 

ความทรมานนี้ก็ยังดีกว่านอนจมปรักอยู่กับสิ่งที่ไม่มีวันเห็นและเป็นไปได้ 

ฉั้นขอเย้ยเยาะ และไม่อยากเชื่อเลยว่าจะผ่านเวลาที่ยากเย็นแสนบ้านั้นมาได้ 

จากนี้ไปจะปลดเปลื้องพันธนาการอย่ากล้าหาญ สู่วันใหม่ที่สดใส 

ดั่งเช้าวันใหม่จะไม่มีวันซ้ำวันเก่า ดั่งความมหัศจรรย์ในความไม่สมบูรณ์ของสรรพสิ่ง 

ถ้าคุณมีความฝัน จงวางภาระในใจให้สิ้นก่อนที่จะโบยบิน และจงบินให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ 


เนื้อเพลงเดิมเป็นแบบนี้จริงๆ คงแต่งนี่จบปรัชญามาหรือเปล่านิ มันลึกซึ้งมากชาวโลก

วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2557

สัจธรรม ดนตรี การเยียวยา



มนุษย์มีความผูกพันธ์ในแง่กักกันกับภาษาและวัฒนธรรมอย่างลึกซึ่ง
ภาษา และวัฒนธรรมสร้างความเป็นนิสัยให้แก่ความเป็นกลุ่มชน ชาติพันธ์ุ
ในเมืองไทยมีการเปิดสอนวิชาชีพ ดนตรีขึ้นมาอย่างมากมาย แต่ไร้ซึ่งธรรม

ดนตรีที่เสียเงินเรียนแพงนั้น ไม่ให้คำตอบชีวิตอย่างที่ทุกคนคาดหวัง
เพราะถูกเรียนมาแบบอุตสาหกรรมดนตรี ไม่ใช่ศิลปิน 
เขาอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปให้เกิดเป็นศิลปิน มีคำว่าพรสวรรค์เป็นเพดาน

จบมาแล้วทุกคนต่างศูนย์เสียความเป็นมนุษย์ เรียนไปเป็นผีดูดเลือด 
และแพร่พันธุ์ กระจายตัวไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว 

โอว มาย ก๊อด อายฟิว แดทซ์ คิส มี ฮาร์ด บิ ฟอร์ว ยูว โกววววว

ชีวิตคนเรามันสั้นนัก และมนุษย์ต่างมีวิวัฒนาการที่จะเรียนแค่ดนตรี
ดนตรี เมื่อ 500 ปีก่อนหรือ ? เราหลงทาง หรือถูกทำให้หลงทาง


ความเจริญมันถูกหยุดลงแล้ว และยิ่งแย่ลง ถ้าเราไม่เปลี่ยนตัวเอง 
ความชั่วนี้ยิ่งกระจายไปมากขึ้น มากจนสมองไม่มีเวลาคิด มันจะฝ่อ
ฝ่อเพราะวัฒนธรรมใครบางคน ความชอบรสนิยมคนบางคน

ฉันเกลียดอะไรแบบนี้มากที่สุด ซีดส์มาก เมืองไทยคงได้แค่นี้ 

โชคดีที่ฉันไม่ทำดนตรี และไม่เรียนดนตรีแบบที่เขารู้กันแล้ว 


จูบฉันอย่างเยือกเย็น ฉันเห็นพวกเธอ โง่ลงปีละเยอะๆ 
เวลามีค่าที่เธอใช้ไป ล้วนเดินบนสายพานที่เขาสร้างไว้

สิ่งที่แสวงหากลับไม่เจออะไร 


เศร้า และสะใจเล็กๆ  ไร้ซึ่งการเยียวยาใดใด



วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ความทุกข์ : Let It Go - Idina Menzel



ค่ำคืนแห่งหิมะและเกล็ดน้ำแข็งที่ปกคลุมขุนเขา
ดูเหมือนไร้ซึ้งรอยเท้านำทาง
ในดินแดนอันแคว้งคว้างฉันดูเหมือนจะเป็นราชินี
พายุลูกใหญ่โหมกระหน่ำแต่ยังซ่อนเร้นสายลมหมุน
เหมือนไม่สามารถเก็บซ่อนอารมณ์นี้เอาไว้
สวรรค์รู้ฉันเหนื่อยและล้า

อย่าเปิดใจให้ใคร อย่าให้ใครได้เห็นฉันเป็นคนดี 
เหมือนอย่างที่เคยเป็นปกปิดเอาไว้
 ไม่ให้รู้สึก ไม่ให้ล่วงรู้แล้วไง? 
ยังไงก็คือความจริง!!!

ปล่อยมันไป ให้เป็นไป
ไม่อยากให้กลับไปเหมือนเดิมอีกต่อไป
ปล่อยมันไป ให้เป็นไป
หันหลังจากมาแล้วอย่าทิ้งเยื่อใย
ฉันไม่แคร์ ว่าใครจะพูดอะไร
ต่อให้พายุโหมกระหน่ำซ้ำแรง
ถ้าไม่ปรุงแต่งก็ไม่สะทกสะท้านไง

นี่มันเรื่องตลกเวลามองอะไรไกลๆ
ดูเหมือนอะไรๆ จะดูเล็กลง
ความกลัว ที่เคยครอบครอง
บัดนี้จรไม่เล็กลงไม่เหมือนเคย

นี่คือเวลามองโลกกว้าง เปิดตา เปิดใจ
เพื่อทดสอบขีดจำกัดของตัวเอง
ไม่มีถูก ไม่มีผิด ไม่มีกฏเกณฑ์ สำหรับฉัน
มันคือ อิสระ

ปล่อยมันไป ให้เป็นไป
เป็นหนึ่งเดียวกับท้องฟ้าและดวงดาว
ปล่อยมันไป ให้เป็นไป
คุณจะไม่มีวันเห็นน้ำตาแห่งความเสียใจ
นี่คือจุดยืน แหละนี่คือความชอบธรรม
ฉันไม่หวั่น (ยักไหล่)

พลังฉันแตกซ่านละลอยล่องผ่านอากาศสู่ธรณี
จิตวิญญาณแทรกซึมในทุกอณูเวียนว่ายล้อมกายฉัน
ทุกสภาวะจิตเบิกบานไร้ซึ่งอวิชาสงสัย
มันคือสัจธรรม

ปล่อยมันไป ให้เป็นไป
เหมือนดวงตะวันทะยานส่องแสงบนฟากฟ้า
ปล่อยมันไป ให้เป็นไป
เมื่อกุศลย่อมเกิดขึ้นที่ใจตน
นี่คือจุดยืนสู่ปณิธานใหม่
ต่อไป ความทุกข์ก็คงไม่เท่าไหร่...

วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2556



ทุกอย่างล้วนเป็นบทเรียน คือครู เราโดนทดสอบเสมอกับสิ่งที่เรียกว่าตัวตน รักลึกบาดใจ เกลียดซ้ำซอกโศก สุขวิปโยค โกรธหลง มี ไม่มี ฉันยืนอยู่ท่ามกลางจักรวาล และโลกของมนุษย์

วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

แสงแห่งพระผู้เป็นเจ้า


แสงศักดิ์สิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้าอยู่เหนือคุณ รอบตัวคุณ ในตัวคุณ ร่างการคุณเสมือนเครื่องดนตรีในการทอแสงส่องประกายให้โลกงามจากพระเจ้าสู่ความเป็นนิรันดร์ เป็นภาระกิจจาดเบื้องบนในการช่วยเหลือ เราต่างเป็นเครื่องมือของพระองค์ท่านในการสร้างสรรค์โลกงาม บนเส้นทางที่ถูกเลือก คือนักรบแห่งแสงสว่าง Rev. Ana Jones

วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

มายาคติของแสง สี เสียง



ในทางฟิสิกส์และทัศนศาสตร์ เส้นฟรอนโฮเฟอร์ (อังกฤษ: Fraunhofer lines) เป็นชุดของเส้นสเปกตรัมซึ่งตั้งชื่อตามนักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน โยเซฟ ฟอน ฟรอนโฮเฟอร์ (1787-1826) เส้นดังกล่าวเดิมจะสังเกตเห็นเป็นแถบมืด (เส้นการดูดกลืน) ในคลื่นที่ตามองเห็นของดวงอาทิตย์

ในปี ค.ศ. 1802 นักเคมีชาวอังกฤษ วิลเลียม ไฮด์ วอลลาสตัน เป็นบุคคลแรกที่จดบันทึกรูปลักษณ์ของแถบมืดในสเปกตรัมดวงอาทิตย์ ในปี ค.ศ. 1814 ฟรอนโฮเฟอร์ค้นพบเส้นดังกล่าวแยกต่างหาก และเริ่มต้นการศึกษาอย่างเป็นระบบ และการวัดความยาวคลื่นของแถบเหล่านี้อย่างระมัดระวัง ทั้งหมดแล้ว เขาได้ทำแผนที่เส้นดังกล่าวมากกว่า 570 เส้น และให้ชื่อลักษณะสำคัญด้วยตัวอักษร A ถึง K และเส้นที่อ่อนกว่าด้วยตัวอักษรอื่น การสังเกตแสงอาทิตย์สมัยใหม่สามารถตรวจจับเส้นเหล่านี้ได้หลายพันเส้น

อีกราว 45 ปีให้หลัง กุสตาฟ เคอร์ชอฟฟ์และโรเบิร์ต บุนเซนสังเกตว่าเส้นฟรอนโฮเฟอร์หลายเส้นเกิดขึ้นพร้อมกับเส้นเปล่งแสงอันมีลักษณะเฉพาะที่สามารถบ่งชี้ธาตุเคมีที่ได้รับความร้อนในสเปกตรัมได้ ทั้งสองได้รับข้อสรุปที่ถูกต้องว่าเส้นมืดในสเปกตรัมดวงอาทิตย์นั้นเกิดจากการดูดกลืนโดยธาตุเคมีในชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์ ลักษณะอื่นบางลักษณะที่สามารถสังเกตเห็นได้ถูกระบุว่าเป็นเส้นฐานพิภพซึ่งเกิดจากการดูดกลืนโมเลกุลออกซิเจนของชั้นบรรยากาศของโลก อ้างอิงจาก http://th.wikipedia.org/

   ปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์นี้สามารถนำมาจัดแบ่งพื้นที่ของเสียงโดยให้นิยามแทนค่ามายาคติของตัวเลข และความสัมพันธ์กันของจักรวาลมาเป็นสิ่งชี้นำเพื่อประยุกต์ใช้ในองค์ความรู็ที่เกี่ยวข้อง เช่นสีของจักระในร่างกายมนุษย์ที่จัดแบ่งความความถี่ของคลื่นพลังงาน รวมถึงการสั่นสะเทือน


มายาคติของเสียงดนตรี

เสียงของเสียงดนตรี ไม่ว่าจะเป็นวงออเครสตา โทนเสียงนั้นเราเรียกกันว่าเสียงคอนเสิร์ต โดยปรกติแล้วนิยมใช้เสียง A ในการสั่นสะเทือนเท่ากับ 440 เฮิร์ต ที่ได้รับการสถาปนามาเมื่อ ค.ศ. 1939 และถูกใช้ต่อๆกันมาโดยถือเป็นกฏ ตั้งเป็นเกณฑ์สำคัญไม่ว่าวงคอนเสิร์ตนั้นจะบรรเลงที่อินเดีย หรือจีน 

สรรเสียงเกิดขึ้นมาพร้อมกับจักรวาล ระดังเสียงมีความเกี่ยวข้อง เชื่อมโยงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับจักรวาล การประสานเสียงของดนตรี เปรียบเสมือนการประสานสอดท่วงทำนองของจักรวาล ที่เกิดจากสรวงสวรรค์ ผสมกลมกลืนกันกับเรื่องราวท่วงทำนองของทางโลก 

สรรเสียง สีสรรค์ของเสียง ย่อมเกี่ยวข้องกับดวงดาวและจักรวาล เสมือนการเด็ดดอกไม้ที่สะเทือนไปถึงดวงดาว โดยที่ไม่คาดคิดว่าสรรพสิ่งย่อมเชื่องโยงกันโดยธรรมชาติ เช่นเสียงเพลง กับการบำบัดรักษา ลูกปัด หินสี อัญมณี สู่ทางเลือกใหม่ มายาคติที่เกิดจากการตั้งชุดความหมายว่าเสียงเพลงนั้นสามารถบำบัดรักษาเยี่ยวยาจิตใจได้

มายาคติที่เชื่อมโยงนี้เปรียบเสมือนผลไม้ที่สุกปลั่งลอยแก้มอยู่ท่ามกลางน้ำหวานหอมหวล แด่ดนตรีเพื่อจิตวิญญาณแห่งดนตรี หาใช่เพื่อการประเทืองอารมณ์ อันห้าวหาญ สงบเยือกเย็น ปรีดา หรือเพื่อการรื่นเริง เต้นรำ ตามมายาคติของดนตรีที่โลกพึงให้เป็น


วันอังคารที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ว่าด้วยดนตรี และทางเดินใหม่



ใครหรือที่ศึกษาผู้คนโดยขาดการเชื่อมต่อกับความรัก ด้วยหัวใจ ก็เหมือนคนที่ปล่อยใช้วัชพืชเกาะเกี่ยวพืชผลรุงรัง

ใครก็ตามที่บอกว่ารัก จากใจ แต่ไร้ซึ่งความสงบ หัวใจไร้เสียงดนตรี ก็เหมือนกับคนที่เก็บพืชผล และไม่ได้กิน

ใครก็ตามที่ปลอบประโลมชาวโลกด้วยเสียงเพลง แต่ไม่มีรสแห่งธรรมชาติ ก็เหมือนกับบางคนที่กินของดีแต่ร่างกายไม่เติบโตสักที

Da Dai Li Gi

The Book Of Costoms!


วันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

พระคาถาวาณี - พระคาถาเรียกธรรม



พระคาถาเรียกธรรม  มรดกธรรมของสมเด็จพระสังฆราช ไก่เถื่อน พระคาถาภาวนาเสริมบรมีธรรม เวลาเข้าที่เจริญภาวนา

มุนินทะ วะทะนัมพุชะ           คัพภะสัมภะวะ สุนทะรี
ปาณีนัง สะระณัง วาณี           มัยหัง ปิณะยะตัง มะนัง ฯ

ข้าพระพุทธเจ้า  ขออาราธนานางฟ้า คือพระไตรปิฏก ผู้มีรูปอันงดงาม เกิดแต่ห้องปทุมชาติ คือพระโอฐ ของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นใหญ่กว่านักปราชญ์ทั้งหลาย มะนัง ขอจงมาสู่มโนของข้าเจ้า ข้าเจ้าจะปฏิบัติละเสียซึ่งอาสวะกิเลส ที่ดองอยู่ในขันธะสันดานของข้าพเจ้า ทั้งอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด ให้สิ้นไป เสื่อมไป ข้าพเจ้าจะไม่ทำให้เป็น อัตตะกิละมัตถานุโยค ให้ลำบากแก่สังขารฯ

พุทธังชีวิตตัง ยาวนิพพานัง  สระณัง  คัจฉามิ  ธัมมังชีวิตัง ยาวนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ  สังฆังชีวิตตัง  ยาวนิพพานัง  สะระณัง  คัจฉามิ 

ข้าเจ้าขออาราธนา พระพุทธเจ้า  พระธรรมเจ้า  พระสังฆเจ้า  จงมรารับเครื่องสักการะของข้าพเจ้า ในการบัดนี้เถิด 

พระคาถานี้สำหรับอาราธนาพระธรรมเข้าสู่ตน  เพื่อจะนั่งทางธรรมจะได้สำเร็จตามความมุ่งหมาย  หลังจากอาราธนาพระธรรมเข้าสู่ตนแล้ว พึงประกอบกิจต่อไปตามมติของอาจารย์ ที่จะอบรมให้ปฏิบัติกรรมฐาน 

------------------------------------------------------------------------------------------------------------

พระสุนทรีวาณี


ณ บัดนี้ จักแสดงเรื่องเรื่อง “พระคาถาสุนทรีวาณี” เป็น ๒ภาค คือ ๑.ภาควิชาการ ๒. ภาคตำนานอันเป็นการสืบค้นและเป็นเรื่องเล่าที่ได้สดับมาเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อท่านผู้ใคร่ศึกษาเรียนรู้ ทั้งยังจะเป็นความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์แก่ผู้เจริญพระคาถาแลบูชาพระสุนทรีวาณี
ภาควิชาการ
พระสุนทรีวาณี แต่เดิมนั้นเป็นภาพพระสุนทรีวาณี(นางฟ้า)สถิตอยู่บนดอกบัว สมเด็จพระวันรัต (แดง) วัดสุทัศนเทพวราราม ทรงคิดแบบขึ้นจากพระสูตรสัททาวิเศษ แล้วทรงให้หมื่นศิริธัชสังกาศ-เจ้ากรม (แดง) จัดการเขียนขึ้นเอาไว้ในพระตำหนักของสมเด็จฯ ปรากฏว่าเป็นที่สนพระทัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์จึงได้ทรงมีพระราชวิจารณ์เรื่องภาพสุนทรีวาณีนี้ พระราชทานสมเด็จพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัตติวงศ์ ครั้นกาลต่อมาภายหลังพระองค์ได้ทรงเสด็จสวรรคตแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ พิมพ์พระราชวิจารณ์สุนทรีวาณีนี้ พระราชทานในงานพระราชทานกุศลคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ในวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๔๗๑

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชวิจารณ์ภาพสุนทรีวาณี พระราชทานแด่สมเด็จพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัตติวงศ์ ที่ได้ทูลถามสาเหตุให้ทรงพระราชวิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องลัทธิมหายาน กับหินยาน เป็นรูปดอกบัวขึ้นจากน้ำ ดอกกลางเป็นดอกบัวบาน มีรูปนางฟ้านั่งขัดสมาธิอยู่บนนั้น หัตถ์ซ้ายพาดตักอย่างพระมารวิชัย ในอุ้งหัตถ์มีดวงแก้ว หัตถ์ขวาทำอาการกวักดุจพระคันธารราษฎร์ ดอกริมเป็นดอกบัวโรย เบื้องขวามีรูปบุรุษ 

เบื้องซ้ายมีรูปสตรีนั่งพับเพียบประนมมืออยู่บนนั้น เบื้องบนมีรูปเทวดาถือเครื่องสักการะดั้นเมฆสองแถวซ้อนกัน เบื้องล่างมีรูปนาคกับสัตว์ต่างๆ ตีความไม่ออกว่าเป็นรูปอะไร แต่มีท่วงทีคล้ายพระทางลัทธิมหายาน ซึ่งทำเป็นดอกบัวขึ้นจากน้ำ มีพระพุทธรูปนั่งบนนั้น องค์เดียวบ้าง สามองค์บ้าง ห้าองค์บ้าง จึงมีพระราชทานไปสอบถามกรมพระสมมติอมรพันธ์ แล้วพระราชทาน พระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัตติวงศ์
สมเด็จพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัตติวงศ์ ไม่ทราบลัทธิทางมหายาน มีใจใคร่จะทราบจึงเขียนหนังสือกราบทูลถามท้าวถึงความคาดคะเนตามที่สังเกตเห็นมาบ้าง จึงทรงมีพระราชวิจารณ์พระราชทาน
ส่วนทางที่พระสมมติอมรพันธ์ไปสืบนั้น ได้ความว่า เป็นแบบที่สมเด็จพระวันรัต (แดง) คิดออกมาจากคาถาบทหนึ่ง ซึ่งมาในหนังสือสัททาวิเศษ ให้เขียนกรอบไว้ ท่านเรียกว่า “รูปสุนทรีวาณี” กรมพระสมมติอมรพันธ์ ได้นำรูปแผ่นต้นนั้นมาถวายทอดพระเนตร รูปนั้นเป็นที่ต้องพระราชหฤทัย ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเป็นอันมากจนถึงพระราชดำริจะทำประกอบกับแผ่นศิลาจารึกประดิษฐานไว้ที่วัดเบญจมบพิตร ดูประหนึ่งทรงพระราชดำริให้เป็นที่ระลึกถึงสมเด็จพระวันรัต ด้วย
สมเด็จพระวันรัต (แดง) ได้อธิบายว่า “รูปสุนทรีวาณี” นั้น หมายถึง พระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า ตามที่มาในพระคาถานี้ เป็นหลัก


มุนินทะ วะทะนัมพุชะ คัพภะสัมภะวะ สุนทะรี
ปาณีนัง สะระณัง วาณี มัยหัง ปิณะยะตัง มะนัง ฯ

วาณี หมายถึง นางฟ้า คือพระไตรปิฎก มุนินทะ วะทะนัมพุชะ คัพภะสัมภะวะ สุนทะรี
มีรูปอันงดงาม เกิดแต่ท้องแห่งดอกบัว คือพระโอษฐ์แห่งพระพุทธเจ้า ผู้เป็นจอมปราชญ์ทั้งหลาย
ปาณีนัง สะระณัง เป็นที่พึ่งแห่งสัตว์ผู้มีปรารถนาทั้งหลาย มัยหัง ปิณะยะตัง มะนัง จงยังใจแห่งข้าพเจ้าทั้งหลายให้ยินดี

สมเด็จพระวันรัต (แดง) กล่าวว่า อาจารย์ของท่านทางคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ สอนให้บริกรรมคาถานี้ ก่อนจะเริ่มเรียนพระปริยัติ และเข้าที่ภาวนาทุกคราวไป ท่านผู้ใหญ่ทั้งหลายมีสมเด็จพระสังฆราช (วัดราชสิทธาราม) เป็นต้น ล้วนนับถือคาถานี้อยู่ทั่วกัน จนกระทั่งอาราธนากัมมัฏฐานก็ใช้คาถานี้ ท่านจึงคิดเอาคาถานี้อยู่ทั่วไป จนถึงอาราธนาก็ใช้คาถานี้ ท่านจึงคิดเอามาผูกเป็นรูปปรุงเปรียบเข้าอีกหลายอย่าง หัตถ์ขวาแห่งสุนทรีวาณี 

ซึ่งทำเพียงดังอาการกวักนั้นเพื่อจะให้ได้กับคำว่า “เอหิ ปัสสิโก โอปะนะยิโก” ซึ่งถือเอาความหมายว่า เรียกให้มาดูดวงแก้วในหัตถ์ซ้าย เปรียบเป็น อมตะ รูปบุรุษเบื้องขวานั้น เปรียบเป็นภิกษุสงฆ์สาวก รูปสตรีเบื้องซ้ายนั้นเป็นพระภิกษุณีสงฆ์สาวิกา เทวดาแถวล่างนั้นหมายถึงเทวโลก พรหมแถวบน หมายถึงพรหมโลก ต่างมาทำสักการบูชา น่านน้ำภายใต้นั้นเปรียบด้วยสังสารวัฏ นาค และสัตว์น้ำ เปรียบเป็นพุทธบริษัท ท่านหมื่นศิริธัชสังกาศเจ้ากรม (แดง) มาเขียนแล้วเข้ากรอบลับแลตั้งไว้บูชา ภายหลังได้ทำเป็นรูปหล่อขึ้นด้วย

ในสมัยต่อมาสมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศนเทพวราราม หล่อพระกริ่ง ท่านเจ้าคุณมงลราชมุนี ผู้เป็นศิษย์ ก็ได้สร้างพระสุนทรีวาณีขึ้นด้วยโลหะชนวนที่เหลือจากการหล่อพระกริ่งของสมเด็จพระสังฆราช (แพ) เป็นรูปลอยนูนออกมางดงามมากทำเป็นแบบเหรียญ มีรูปทั้งหมดทรงกลีบบัว ด้านหลังมีอักษร ม.ค. ๑ อีกทั้งให้บรรดาเยาวชน และนิสิตนักศึกษาทั้งหลาย ผู้เริ่มแรกจะเข้าศึกษา ให้ภาวนาคาถาดังกล่าวนี้ก่อน จะเป็นผู้เจริญด้วยการศึกษาเป็นอย่างดี

อนึ่ง พระสุนทรีวาณี เป็นพระที่ทรงไว้ด้วยความเมตตาอย่างสูง เป็นพระที่เป็นสิริมงคลมหาลาภต่างๆ จึงเหมาะแก่ห้างร้าน บริษัท และร้านค้าทั่วจะมีไว้บูชาเพื่อเจริญด้วยลาภ ยศ ความสุข สรรเสริญ ตลอดจนการเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงานของตน
ภาคตำนานเล่าขาน

อันที่จริงที่กล่าวว่าสมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฑฺฒโน) อดีตเจ้าอาวาสองค์ที่ ๓ วัดสุทัศน-เทพวราราม (พ.ศ.๒๔๒๐- ๒๔๔๓) ท่านถอดคาถานี้เป็นองค์เทพนารีนั้น ยังคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง แต่ในความเป็นจริงแล้วท่านเจริญพระคาถานี้ดังกล่าวข้างต้นจนกระทั่งวันหนึ่งท่านนิมิตในฝัน ครั้นตื่นจำวัดแล้วจึงเชิญจิตกรหลวงมาเขียนภาพนี้ ดังความหมายข้างต้นในภาควิชาการและชะรอยว่าจิตกรผู้จำลองเขียนความฝันของท่านจะเป็นจิตกรซึ่งมีเชื้อสายจีนที่เขียนภาพจิตรกรรมปลายสมัยรัชกาลที่ ๔ พระรูปแห่งพระสุนทรีวาณีจึงออกมาในลักษณะแบบกึ่งจีน-กึ่งไทย สังเกตได้จากเครื่องสักการะที่เทวาและพระพรหมบูชาโดยถือโคมจีนอันสื่อว่าเป็นเครื่องบูชาชั้นสูงของจีน

ในบันทึกหอสมุดแห่งชาติ ข้าพเจ้าได้รับมาจากการถ่ายไมโครฟีล์ม เล่าเอาไว้ว่า คราวครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ จะเสด็จไปเจริญสัมพันธไมตรียังต่างประเทศ (ข้าพเจ้าจำไม่ได้ว่าประเทศใด เพราะเอกสารกร่อนสลายไปแล้ว จึงควรที่จะสืบสวนค้นคว้ากันมาประดับความรู้) ด้วยความที่พระองค์มีพระราชศรัทธาในสมเด็จพระวันรัต (แดง) อย่างยิ่งทั้งโดยศีลาจารวัตร ความเชี่ยวชาญในต้นศาสนา ความสามารถในการบริหารการศึกษา และความเชี่ยวชาญเรื่องการบูรณะพระอาราม 

จนถึงวางพระราชหฤทัยให้ดูแลงานช่างในการที่ทรงสร้างวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม จึงเสด็จไปกราบสมเด็จพระวันรัต (แดง) แล้วออกพระโอษฐ์ ว่า... “โยมจะไปเจริญสัมพันธไมตรีต่างประเทศ มิเช่นนั้นชาวต่างชาติจะล่าอาณานิคม โยมมีความกังวลใจ ๒ เรื่อง คือ การฝ่าอันตรายในการเดินทาง และเกรงว่าการเจริญสัมพันธไมตรีจักไม่สำเร็จ พระคุณท่านมีอะไรให้โยมติดตัวไปบ้าง” (ขอวิจารณ์เพิ่มเล็กน้อยว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง คงได้ศึกษาเรื่องเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) สมัยพระนครศรีอยุธยาเป็นราชธานี ที่ใช้อาคมแสดงฤทธิ์จนฝรั่งเศสใช้อาวุธยิงแทงแล้วไม่เป็นอันตราย ฝรั่งเศสจึงยอมเจริญสัมพันธไมตรีด้วย เรื่องนี้ควรศึกษาบันทึกพงศาวดารเอง ข้าพเข้าเป็นเพียงจำได้คร่าวๆ)

เมื่อพระพุทธเจ้าหลวงตรัสอย่างนี้แล้ว สมเด็จพระวันรัต (แดง) เข้ากุฏิแล้วเขียนพระคาถาสุนทรีวาณีถวาย ทั้งได้ถวายพระพรว่า “ถ้ามหาบพิตรเกิดความกังวลพระทัยในสองประการ ขอจงจำเริญบริกรรมคาถาด้วยศรัทธา สติ สมาธิ ก็จะเกิดองค์ฌาน สมาบัติ พระราชกิจจะสำเร็จดังพระราชฤทัย”
เมื่อพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จกลับสยามประเทศ ได้เสด็จไปนมัสการสมเด็จพระวันรัต (แดง)

 แล้วตรัสเล่าว่า “พระคาถาสุนทรีวาณีนี้ศักดิ์สิทธิ์ โยมบริกรรม เวลาเหยียบเรือรบฝรั่งขนาดใหญ่ ก็บริกรรม พอเท้าแตะเรือรบ เกิดสะเทือนยาบยวบทั้งลำเรือ พวกฝรั่งตกใจมาก ต่อมาฝรั่งเอาม้าเทศมาให้ขี่ รู้ทีเดียวว่าม้ากับคนไม่คุ้นกันก็จะพยศและสะบัด ฝรั่งจะทำให้อับอายขายหน้า โยมจึงขอหญ้าหนึ่งกำมือ บริกรรมคาถาแล้วให้ม้ากิน ม้ามันเชื่อง บังคับง่าย เป็นที่อัศจรรย์ใจของฝรั่ง (ม้าตัวนั้นก็คือม้าตัวที่ทรงที่บรมราชานุสาวรีย์ หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมนี้เอง จึงเป็นม้าที่ยืนด้วยความเชื่อง มิใช่เลียนอนุสาวรีย์แบบฝรั่งสร้างทั่วไป)

เมื่อพระพุทธเจ้าหลวงตรัสแล้ว จึงถามประวัติพระคาถา สมเด็จพระวันรัต (แดง) ถวายพระพรเล่าที่มาแล้ว จึงอัญเชิญเสด็จเข้าในกุฏิให้ทอดพระเนตรภาพจิตรกรรมพระสุนทรีวาณี พระพุทธเจ้าหลวงทรงเลื่อมใสยิ่ง จึงออกพระโอษฐ์ยืมไปบูชาเป็นเวลา ๕ ปี กาลต่อมาเมื่อสมเด็จพระวันรัต (แดง) อาพาธใกล้มรณภาพ พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมอาการที่วัดโพธินิมิต-สถิตมหาสีมาราม สมเด็จพระวันรัต (แดง) ได้ถวายพระพรขอคืนภาพพระสุนทรีวาณีแก่วัด ซึ่งก็ได้โปรดฯให้อัญเชิญคืนวัด

พระพุทธเจ้าหลวงทรงมีพระราชศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของพระสุนทรีวาณี เมื่อทรงโปรดให้สร้างโรงเรียนวัดเบญจมบพิตรจึงให้ออกแบบพระสุนทรีวาณี เพื่อเป็นสิริมงคลและเพื่อให้ครูอาจารย์นักเรียนได้บริกรรมคาถานี้ ซึ่งสามารถสืบค้นได้จากประวัติวัดเบญจม์ฯ และประวัติโรงเรียน แต่ปัจจุบันนี้ไม่ทราบว่าท่านผู้บริหารจะให้ความสำคัญหรือไม่อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบบนั้นถอดจากจิตรกรรมมาเป็นประติมากรรม ซึ่งข้าพเจ้าเสียดายยิ่งนักที่ไม่มีผู้ใดถอดสร้างรูปเหมือนและเหรียญเพื่อแจกครูอาจารย์ และนักเรียนให้บริกรรม กราบไหว้และห้อยคอ

ข้าพเจ้ามาพบความอัศจรรย์แห่งพระคาถานี้ตอนเมื่ออายุ ๒๗-๒๘ ปี ซึ่งมีความอัศจรรย์มากมายและตั้งใจว่าจะเล่าบันทึกเก็บไว้เป็นตำนาน แต่จะขอบอกเล่าเพิ่มเติมจากประวัติข้างต้นว่า เฉพาะพระสงฆ์ที่บริกรรมพระคาถานี้ในยุครัตนโกสินทร์ คือสมเด็จพระสังฆราช (สุก) เสกข้าวให้ไก่ป่ากินไก่ป่ายังเชื่อง สมเด็จพระวันรัต (แดง) สมเด็จพระสังฆราช (แพ) สมเด็จพระสังฆราช (อยู่) วัดสระเกศฯ พระวิสุทธาธิบดี (ไสว) วัดไตรมิตรวิทยาราม พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ วัดไร่ขิง ท่านเขียนจิตรกรรมไว้ที่วัดไร่ขิงด้วย พระเทพสุวรรณโมลี (สอิ้ง) เจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี รูปปัจจุบัน

ข้าพเจ้าเคยเดินทางไปที่จังหวัดสงขลา ไปพบวัดหนึ่งอดีตเจ้าอาวาสชื่อหลวงพ่อทอง (ตอนนั้นท่านมรณภาพแล้ว)ท่านเขียนปั้นพระสุนทรีวาณีไว้ที่หน้าบันอุโบสถ ข้าพเจ้าจึงไม่สงสัยว่าทำไมท่านจึงขลัง
หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ ชลบุรี ท่านเล่าเป็นบันทึกของวัดว่า ท่านบริกรรมคาถาพระสุนทรีวาณี เสกพระปิดตาของท่าน อีกทั้งหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง ท่านก็เสกพระปิดตาและวัตถุมงคลของท่านด้วยพระคาถาสุนทรีวาณี

พระคณาจารย์สายวัดสุทัศน์ฯ เมื่อจะเข้าสู่การบริกรรมเสกวัตถุมงคลและลงอักขระ เลขยันต์ ก็บริกรรมคาถาพระสุนทรีวาณี ทุกรูปไป

เรื่องการสร้างพระสุนทรีวาณีในรูปแบบต่างๆ เช่นพระบูชาครอบน้ำพระพุทธมนต์ (ขันน้ำมนต์) ก็มักจะหล่อพระสุนทรีวาณีประดิษฐานยอดครบน้ำมนต์ จวบจนถึงท่านเจ้าคุณพระพิพัฒน์สังวรคุณ (เจ้าคุณถนอม) ซึ่งเป็นศิษย์สืบสายตรงจากเจ้าคุณพระศรีสัจจญาณเถระ (เจ้าคุณประหยัด) เจ้าคุณประหยัดเป็นศิษย์สายตรงสมเด็จพระสังฆราช (แพ) รุ่นน้องของเจ้าคุณพระมงคลราชมุนี (เจ้าคุณศรีฯ สนธิ์) ที่หน้าบันพระวิหารวัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) สะพานพุทธก็มีรูปปั้นพระสุนทรีวาณี

ข้าพเจ้าเมื่อได้รับพระคาถานี้บริกรรมจึงพบความอัศจรรย์ว่า “ผู้ใดปัญญาดี จะสามารถเรียนวิชาทุกประการ และจำได้แม่นยำ ผู้ใดปัญญาไม่ดีนัก บริกรรมแล้วจะเป็นวาสนามหานิยม” ข้าพเจ้าซึ่งนำมาเป็นต้นบทพระกัมมัฏฐานให้ญาติโยมวัดสุทัศน์ฯ และนักเรียนโรงเรียนเบญจมราชาลัยได้บริกรรมก่อนเข้ากัมมัฏฐาน

เรื่องการพิมพ์ภาพพระสุนทรีวาณี เพื่อแจกในบทต้นนั้นเนื่องจากคงเกรงไปว่ารูปพระสุนทรีวาณีตามแบบเดิม มีภูษาพัสตราภรณ์น้อยไป พิมพ์ครั้งที่ ๒ จึงเพิ่มภูษาพัสตราภรณ์ลงไป แต่พระพักตร์ออกจะดูดุๆ อยู่บ้าง

ข้าพเจ้าได้มอบหมายให้พระครูธรรมธร (สุภาพ) ซึ่งทำหน้าที่เป็นพระเลขานุการดำเนินการพิจารณาแบบ ปั้นหล่อขนาดเกือบเท่าตัวคนและขอให้มีรูปพัสตราภรณ์ เพื่อจะได้ประดับเพชรพลอย ยุคแรกสร้าง ๙ องค์ ยุคที่ ๒ อีก ๙ องค์ อัญเชิญไว้วัดสุทัศน์ฯ ๒ องค์ วัดบ้านเกิดข้าพเจ้า ที่อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๓ องค์ วัดพรหมสุวรรณฯ อำเภอตาพระยา ๑ องค์ และทางภาคใต้ รวมทั้งถวายวัดไร่ขิง ๑ องค์ ส่วน ๙ องค์ ที่สร้างใหม่นี้ได้ขอให้ประชาชนเขียนแผ่นชะตาลงในยันต์มหาพิชัยสงคราม แล้วนำแผ่นยันต์มาหล่อ เพื่อประมวลกระแสจิตของคนเป็นหมื่นเป็นแสน กับทั้งลงยันต์ตามตำรับพระกริ่งวัดสุทัศน์ฯ อย่างสมบูรณ์

ข้าพเจ้าได้จำลองภาพพระสุนทรีวาณีไว้ที่วัดคลองเตยใน กรุงเทพฯ จำลองฉากลับแลไว้ศาลาลอยวัดสุทัศน์ฯ สร้างพระผง พระเหรียญนับเป็นสิบรุ่น เป็นพระของขวัญปีใหม่สลับกับพระศรีศากยมุนี เชพเว่น-อีเลฟเว่น สร้างพระสุนทรีวาณีลอยองค์มอบแก่ผู้สวดมนต์ตามแบบที่ท่านพระครูธรรมธร (สุภาพ) ย่อจากองค์บูชาหน้ารถได้ เลี่ยมห้อยคอได้

อนึ่ง ข้าพเจ้าได้ขอให้อาจารย์กฤษณะ สุริยกานต์ ซึ่งเป็นจิตกรเขียนภาพพุทธประวัติ ๓ มิติ(พิมพ์ที่สำนักพิมพ์ธรรมสภา) ได้บริกรรมคาถาพระสุนทรีวาณีแล้วเขียนภาพโดยยึดแบบตั้งเดิมของสมเด็จพระวันรัต (แดง) แต่ขอให้จัดสัดส่วนตามลักษณะงานปั้นซึ่งก็สำเร็จแล้ว จึงขอนำภาพพระสุนทรีวาณีทั้ง ๓ แบบมาแสดงเป็นหลักฐานไว้

ข้าพเจ้าดีใจปิติเป็นอย่างยิ่ง ที่โรงเรียนสาธิตประสานมิตรมัธยม (มหาวิทยาลัยศรีนครินทร วิโรฒ)โดยผู้อำนวยการและคณะครูอาจารย์ กรรมการสถานศึกษา และศิษย์เก่า จะปรารภสร้าง โดยกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จเพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จในพิธีการหล่อและพุทธาภิเษกจัดเป็นตำนานที่บันทึก และโดยพระบารมีอันเปี่ยมล้นด้วยพรหมวิหารธรรมของพระองค์ จะเป็นกระแสแห่งเมตตา ปัญญา วาสนา บารมี ทุกประการ

ท้ายนี้ ต้องขอประทานอภัยที่การเขียนเล่าเรื่องนี้ มีคำว่า “ข้าพเจ้า” แทนคำว่า “อาตมา” อาจจะดูไม่สุภาพนักหรืออาจดูว่าเป็นคำเขื่อง แต่เพราะเป็นเรื่องเล่า จึงขออนุญาตและขออภัยที่ใช้ คำว่า “ข้าพเจ้า” มา ณ โอกาสนี้

(พระราชวิจิตรปฏิภาณ)
ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม
วัดสุทัศนเทพวราราม
กรุงเทพมหานคร

อ้างอิงจาก 

คำอาราธนาพระกรรมฐาน สมเด็จพระสังฆราช ไก่เถื่อน



ข้าฯ ขอภาวนาพระคุณเจ้า เพื่อจะขอเอายังพระลักษณะ (พระรัศมี) พระขุททะกาปีติธรรมเจ้า นี้จงได้ ขอพระพุทธเจ้าจงมาเป็นที่พึ่งแก่ข้า นี้เถิดฯ

ขอพระธรรมเจ้าทั้งมวลจงมาเป็นที่พึ่งแก่ข้าฯ นี้เถิดฯ ขอพระอริยะสงฆ์เจ้า ตั้งแรกแต่พระมหาอัญญาโกญฑัญญะเถรเจ้าโพ้นมา ตราบเท่าถึงพระสงฆ์สมมุติในกาลบัดนี้ จงมาเป็นที่พึ่งแก่ข้าฯ นี้เถิดฯ

ขอพระอริยะสงฆ์องค์ต้น อันสอนพระกรรมฐานเจ้าทั้งมวล จงมาเป็นที่พึ่งแก่ข้าฯ นี้เถิดฯ ขอพระกรรมฐานเจ้าทั้งมวล จงมาเป็นที่พึ่งแก่ข้าฯ นี้เถิดฯ

อุกาสะ อุกาสะ ในที่นี้เล่า ข้าฯ จะขอปฏิบัติบูชาตามคำสั่งสอนของพระสัพพัญญูโคตมะเจ้า เพื่อจะขอเอายังพระลักษณะ (พระรัศมี) พระขุททกาปีติธรรมเจ้า นี้จงได้ ขอจงเจ้ากูมาปรากฏบังเกิดในจุกขุทวาร มโนทวาร กายทวาร แก่ข้าฯ ในขณะเมื่อข้า นั่งภาวนาอยู่นี้เถิดฯ


อิติปิโส  ภะคะวา  อะระหัง  สัมมาสัมพุทโธ 

วิชชาจะระณะสัมปันโน  สุคะโต  โลกะวิทู  อะนุตตะโร

ปุริสะทัมมะสารถิ  สัตถา  เทวมะนุสสานัง  พุทโธ  ภะคะวาติฯ

สัมมาอะระหัง  สัมมาอะระหัง  สัมมาอะระหัง 

อะระหัง  อะระหัง  อะระหัง 


องค์ภาวนา พุท - โธ

ให้ตั้งจิตคิด นึก รู้ อยู่ใต้นาภี คือใต้สะดือ ๒ นิ้วมือ

วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556

สวรรค์ที่มืดมิด Dark Paradise - Lana Del Rey


All my friends tell me I should move on
I'm lying in the ocean, singing your song
Ahhh, that's how you sang it
Loving you forever, can't be wrong
Even though you're not here, won't move on
Ahhh, that's how we played it

And there's no remedy for memory your face is
Like a melody, it won't leave my head
Your soul is haunting me and telling me
That everything is fine
But I wish I was dead

Every time I close my eyes
It's like a dark paradise
No one compares to you
I'm scared that you won't be waiting on the other side
Every time I close my eyes
It's like a dark paradise
No one compares to you
I'm scared that you won't be waiting on the other side

All my friends ask me why I stay strong
Tell 'em when you find true love it lives on
Ahhh, that's why I stay here

And there's no remedy for memory your face is
Like a melody, it won't leave my head
Your soul is haunting me and telling me
That everything is fine
But I wish I was dead

Every time I close my eyes
It's like a dark paradise
No one compares to you
I'm scared that you won't be waiting on the other side
Every time I close my eyes
It's like a dark paradise
No one compares to you

But there's no you, except in my dreams tonight,
Oh oh oh, ha ha ha
I don't wanna wake up from this tonight
Oh oh oh oh, ha ha ha ha
I don't wanna wake up from this tonight

There's no relief, I see you in my sleep
And everybody's rushing me, but I can feel you touching me
There's no release, I feel you in my dreams
Telling me I'm fine

Every time I close my eyes
It's like a dark paradise
No one compares to you
I'm scared that you won't be waiting on the other side
Every time I close my eyes
It's like a dark paradise
No one compares to you

But there's no you, except in my dreams tonight,
Oh oh oh oh, ha ha ha ha
I don't wanna wake up from this tonight
Oh oh oh oh, ha ha ha ha
I don't wanna wake up from this tonight

ผองเพื่อนต่างบอกฉันควรเดินหน้าต่อ
ขณะนอนถ่อลอยคอร้องเพลงเธอกลางทะเล
อาส์ อ้า อ่า อา อ่า - เยสเธอร้องแบบนี้
รัก รัก เธอตลอดกาล ใช่ไม่ผิด
ถึงแม้เธอไม่อยู่นี่ ฉันจะไม่ไปไหน
อาส์ อ้า อ่า อา อ่า - เพราะเราเคยเล่นกันแบบนี้
ไม่มีอะไรที่จะทำให้ฉันลืมเธอได้ 
เหมือนทำนองเพลงเธอติดอยู่ในหัว
วิณญานเธอมันจองจำ ความทรงจำคอยบอกว่า
ทุกอย่างมันยังโอเค
ด้วยความปรารถนา อยากตายเหลือเกิน

ทุกครั้งที่หลับตา
ฉันสัมผัสสวรรค์อันมืดมิด
ไม่มีใครแทนที่เธอได้
ฉันกลัว กลัวว่าเธอจะไม่รอฉันในวิมานโศก
ทุกครั้งที่หลับตา
ฉันสัมผัสสวรรค์อันมืดมิด
ไม่มีใครแทนที่เธอได้
ฉันกลัว กลัวว่าเธอจะไม่รอฉันในวิมานโศก
 เพื่อต่างถามว่าทำไมแกถึงถึกจัง
ไม่รอรี นี่แหละรักแท้ หากเป็นเธอก็คงบ้าเหมือนกัน
นี่แหละ เหตุผล ทำไมฉันถึงอยู่นี่

ไม่มีอะไรที่จะทำให้ฉันลืมเธอได้ 
เหมือนทำนองเพลงนี้ติดอยู่ในหัว
วิญาณเธอมันจองจำในความทรงจำและคอยบอกว่า
ทุกอย่างมันยังโอเค
ความปรารถนา แต่ฉันกลับอยากตายเหลือเกิน

ทุกครั้งที่หลับตาลง
ฉันสัมผัสสวรรค์อันมืดมิด
ไม่มีใครแทนที่เธอได้
ฉันกลัว กลัวว่าเธอจะไม่รอฉันในอีกด้านหนึ่งของวิมานโศก
ทุกครั้งที่หลับตาลง
ฉันสัมผัสสวรรค์อันมืดมิด
ไม่มีใครแทนที่เธอได้
แต่ตอนนี้มันไม่มีเธอ ก้มหัวยอมรับกับความฝันว่ามีเธอในคืนนี้

โอว ฉันไม่อยากตื่นจากราตรีฝันนี้เลย

ฉันไม่อยากตื่นมาอีกเลย

หมดสิ้นกันแล้วความสุขสันต์เห็นเธอในฝัน
ขณะที่คนอื่นกระแทกแดกดัน กลับรู้สึกเหมือนเธออยู่เคียงข้าง
ไม่มีอีกแล้วเพ้อเพ้อ จะได้เห็นเธอในฝัน
คอยบอกฉันว่า สบายดี

ทุกครั้งที่หลับตาลง
ฉันสัมผัสสวรรค์อันมืดมิด
ไม่มีใครแทนที่เธอได้
ฉันกลัว กลัวว่าเธอจะไม่รอฉันในอีกด้านหนึ่งของวิมานโศก

โอว ฉันไม่อยากตื่นจากราตรีฝันนี้เลย

วันเสาร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2555

Lana Del Rey - Never Let Me Go อย่าปล่อยฉัน

Hold me in your arms,
Love me like your best friends did,
Promise, I won't hurt you kid,
Hold me really tight until the stars look big,
Never let me go.

All the world is ours,
Like they say in Scarface kid,
You can push your drugs and I can make it big,
Singing CBGB's have a real good gig,
Hey you never know.

Cause baby we were born to live fast and die young,
Born to be bad, have fun,
Honey, you and me can be one,
Just believe, come on.

If you love me hardcore, then don't walk away,
It's a game boy,
I don't wanna play,
I just wanna be yours,
Like I always say,
Never let me go.

Boy, we're in a world war,
Let's go all the way,
Put your foot to the floor,
Really walk away,
Tell me that you need me more and more everyday,
Never let me go, just stay.

We gonna go far,
I can already taste it kid,
LA's gonna look real good,
Drive me in your car until the sky gets big,
Never let me go.

Send me to the stars,
Tell me when I get there kid,
I can be your Nancy,
You can be my Sid,
Get into some trouble like our parents did,
Hey, they'll never know,

Cause baby we were born to be bad,
Move on,
Built to go fast,
Stay strong,
Honey, you and me and no one,
Just believe,
Come on.

If you love me hardcore, then don't walk away,
It's a game boy,
I don't wanna play,
I just wanna be yours,
Like I always say,
Never let me go.

Boy, we're in a world war,
Let's go all the way,
Put your foot to the floor,
Really walk away,
Tell me that you need me more and more everyday,
Never let me go, just stay.

I remember when I saw you for the first time,
You were laughing,
Sparking like a new dime,
I came over,
"Hello, can you be mine?"
Can you be mine,
Can you be mine?

If you love me hardcore, then don't walk away,
It's a game boy,
I don't wanna play,
I just wanna be yours,
Like I always say,
Never let me go.

Baby it's a sweet life,
Sing it like a song,
It's a short trip,
Only getting one who can count on my love more than anyone,
Never let me go.

If you love me hardcore, then don't walk away,
It's a game boy,
I don't wanna play,
I just wanna be yours,
Like I always say,
Never let me go.

Boy, we're in a world war,
Let's go all the way,
Put your foot to the floor,
Really walk away,
Tell me that you need me more and more everyday,
Never let me go, just stay.

กอดฉันในอ้อมแขนเธอ 
รักฉันเสมอเพื่อนเสมือนมิตรไมตรี
สัญญา ฉันจะไม่ย่ำยี
กอดฉันอีกแน่นๆ จนดาวส่องประกายพรายฟ้า
อย่าปล่อยฉันนะ......
โลกทั้งใบเป็นของเรา เหมือนใน Scarface
เธอค้ายา ฉันจะค้าเธอ
เพ้อ CBGB's มีกิ๊กมันดีแบบนี้
ไม่เคยรู้สินะเธอ 

เพราะที่รัก ชีวิตเกิดมาให้ใช้ ไม่นานก็ตายห่า
เกิดมาเหี้ยๆ สนุกเข้าไว้...สัส
ที่รักเธอมากับฉันก็ได้นะ
เชื่อฉันไหมหละ มาสิ
ถ้าจะมารักฉันแบบแซปเวอร์ อย่าผละฉันไปไหน
ฉันไม่อยากแข่งวิ่งควาย แค่อยากเป็นของเธอ
หัดจำคำที่ฉันเพ้อ ว่าอย่าปล่อยฉันไป
ผัวขา เรารักรบสมรภูมิ
ช่างแม่งหัวมันไป
ลองยื่นตีนออกไป 
แล้วหัดเดินเอง
ไหนลองบอกซิ เธอต้องการฉันมากขึ้น 
ทุกวัน ทุกวันอย่าปล่อยฉันไป
อยู่ต่อนะ
อยากไปที่ไหนไกลๆ ฉันสัมผัสมันได้
ว่าเป็นพลังที่แอลเอ จะต้องดีแน่แท้
ขับฉันในรถคุณ ท่ามกลางฟ้าพราวตา
อย่าปล่อยฉันไป
ส่งฉันไปยังดวงดาว แล้วบอกด้วยนะถ้าถึง
ฉันจะเป็นแนนซี่ของเธอ และเธอก็เป็นซิด
ทำอะไรบ้าๆ เหมือนแม่พ่อเธอ (ที่ทำให้เกิดเธอไง โง่ปะ)
นี่พวกเขาไม่รู้หรอก
เพราะเพื่อที่รัก เราเกิดมาเหี้ยไง
เอาสิ มันสาหัส จงเข้มแข็ง
ที่รัก เธอกับฉันไม่มีใคร
เชื่อสิ มาเลย
 ถ้าจะมารักฉันแบบแซปเวอร์ อย่าผละฉันไปไหน
ฉันไม่อยากแข่งวิ่งควาย แค่อยากเป็นของเธอ
หัดจำคำที่ฉันเพ้อ ว่าอย่าปล่อยฉันไป
 เรารักรบสมรภูมิ
ช่างแม่งหัวมันไป
ลองยื่นตีนออกไป 
แล้วหัดเดินเอง
ไหนลองบอกซิ เธอต้องการฉันมากขึ้น 
ทุกวัน ทุกวันอย่าปล่อยฉันไป
อยู่ต่อนะ
นี่จำตอนที่เจอกันครั้งแรกได้ไหม
เธอหัวเราะร่อน เปล่งประกายให้ฉันเข้าไปทัก
สวัสดี  เป็นของฉันได้ไหม? เป็นของฉันไหม?
มาเป็นผัวฉันไหม?
 ถ้าจะมารักฉันแบบแซปเวอร์ อย่าผละฉันไปไหน
ฉันไม่อยากแข่งวิ่งควาย แค่อยากเป็นของเธอ
หัดจำคำที่ฉันเพ้อ ว่าอย่าปล่อยฉันไป

 ที่รักนั่นแหละชีวิตที่แสนหวาน
เสมือนบทเพลง ถึงจะแสนสั้น
เพียงชายหนึ่งคนที่ฉันรักมากกว่าชายไหนๆ เท่าที่จำได้
โปรดอย่าปล่อยฉันไป......

วันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2555

Lana Del Rey - Cola แปล โคล่า



My pussy tastes like Pepsi Cola
My eyes are wide like cherry pies
I gots a taste for men who're older
It's always been, so it's no surprise

Harvey's in the sky with diamonds
And he's making me crazy
All he wants to do is party with his pretty baby

Come on baby, let's ride
We can escape to the great sunshine
I know your wife and she wouldn't mind
We made it out to the other side
We made it out to the other side
We made it out to the other side
Come on come on come on come on come on baby
Woah ah yeah

I fall asleep in an American flag
I wear my diamonds on Skid Row
I pledge allegiance to my dad
For teaching me everything he knows

Harvey's in the sky with diamonds
And he's making me crazy
All he wants to do is party with his pretty baby, yeah
Come on baby, let's ride
We can escape to the great sunshine
I know your wife and she wouldn't mind

We made it out to the other side
We made it out to the other side
We made it out to the other side

Drugs, suck it up, like vanilla icys
Don't treat me rough, treat me really niceys
Decorate my neck, me, Diamantes ices
Why, come on come on come on...
Oooh...
Yeow!

Come on baby, let's ride
We can escape to the great sunshine
I know your wife and she wouldn't mind
We made it out to the other side

Come on baby, let's ride
We can escape to the great sunshine
We made it out to the other side
We made it out to the other side

Come on come on come on baby
Come on come on come on baby
Woah ah
My pussy tastes like Pepsi Cola
Oooh... ah
My pussy tastes like Pepsi Cola
Oooh...
My pussy tastes like Pepsi Cola
Oooh... woah... yeah

..................................................

ลองลิ้มหอยฉันซ่าดั่งแป๊ปซี่โคล่า
ดวงเนตรฉันเบิกกว้างดั่งเชอรี่พาย
ฉันพร้อมให้เลียเสมอแด่ชายผู้สนอง
ใช่....ไม่น่าแปลกนี่

บนฟากฟ้าพราวสกาวเพชร
เขาทำฉันแทบคลั่ง
ทั้งหมดก็ปรนแค่นิบัติไว้แด่สาวเจ้า เบบี้

เร็วเข้าที่รัก มานี่
แอบชู้ชื่นขื่นข่มระทมรัก
ฉันรู้จักเมียคุณ -- หล่อน โว๊ท์น มาด์ย

เราไปกินกันในที่ลับ
เราไปกินตับ
  เราไปกินกันในที่ลับ  
คามมอน คามมอน คามมอน เบบี้
โอว อ่าส์ เยสสส

ฉันสลบเหมือดบนธงชาติอะแมริกัน
สวมเพชรหรูอาศัยอยู่ ณ สลัม
ฉันสัญญา จะจงรักภักดีต่อบิดา
สำหรับสอนสั่งทุกอย่างที่ควรรู้
 
เร็วเข้าที่รัก มานี่
แอบรู้ชู้ชื่นขื่นข่มระทมรัก
ฉันรู้จักเมียคุณ -- หล่อน โว๊ท์น มาด์ย

เราไปกินกันในที่ลับ
เราไปกินตับ
  เราไปกินกันในที่ลับ  
คามมอน คามมอน คามมอน เบบี้
โอว อ่าส์ เยสสส

พี้ยา สูดมันเข้าไปดั่งไอติมวาลนิลา
อย่ามองว่าฉันต่ำหยาบช้า โปรดมองอย่างดีงาม
ปรั่งประดับซอกคอฉันด้วยเพรชเย็นซี๊ดส์์
ทำไม....  คามมอน คามมอน คามมอน
โอววว โยสซ์
 
เร็วเข้าที่รัก มานี่
แอบรู้ชู้ชื่นขื่นข่มระทมรัก
ฉันรู้จักเมียคุณ -- หล่อน โว๊ท์น มาด์ย
เราไปกินกันในที่ลับ
เราไปกินตับ
  เราไปกินกันในที่ลับ
 
คามมอน คามมอน คามมอน เบบี้
โอว อ่าส์ เยสสส

หอยฉันรสชาติละม้ายแพร๊ฟซี่ โคล่า
โอส์ อ่าซ์

หอยฉันรสชาติละม้ายแพร๊ฟซี่ โคล่า
โอส์ อ่าซ์

หอยฉันรสชาติละม้ายแพร๊ฟซี่ โคล่า
โอว อ่าส์ เยสสส


หลังจากสังคมอเมริกันกลั้นความดัดจริตชนได้ไม่นาน วัฒนธรรมดนตรีกระแสนิยมต่างระเบิดแรงกดดันด้านมืดออกมามากมายมหาศาล ความดี ความเลว ไม่ถูกแบ่งแยกชัดเจน ไม่่มีใครแยกออกระหว่างความดี เลว เพราะมันแฝงเร้นด้วยคุณค่าทางผลประโยชน์ เม็ดเงินไร้สาระ ใช่แป๊ปซี่ทำหรือ? หรือโคล่าสร้าง? ลาน่า เธออาจโดนฆ่า แบน เหยียบ นั่นแหละหน้าที่ของนักวิจารณ์ ผู้ชีวัดว่าอะไรควรค่าเป็นงานศิลปะ หรือขี้แห้งๆ มาประดับวงการ 

เอมิลี่21 12 2555

วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2555

สุภาษิตสอนใจคู่สมรส L-O-V-E


สุภาษิตสอนใจคู่สมรส

๑. อย่างแข่งกันบันดาลโทสะ


๒. อย่าโวยวายใส่หน้ากัน นอกจากเกิดไฟไหม้บ้าน


๓. จงอ่อนโยนผ่อนปรน ให้คู่ครองพึงได้ในสิ่งอันพึงปรารถนา

๔. โอกาสใดที่ต้องตัดสินใจเลือกระหว่างรักษาหน้าตนเองกับหน้าคู่ครองจงเลือกรักษาหน้าคู่ครอง


๕. คราใดที่คิดว่าจำต้องตำหนิติติง จงใช้กริยาวาจาที่
อ่อนหวานซาบซึ้ง 

๖. อย่าได้เอ่ยถึงความผิดพลาดในอดีตของอีกฝ่ายหนึ่งเป็นอันขาด


๗. ถ้าคิดว่าไม่อยากสนใจใยดีในคู่ครอง ก็จงเลิกสนใจทุกสิ่งในโลก


๘. อย่าปล่อยให้วันใดวันหนึ่งผ่านพ้นไป โยไม่เอ่ยปากชมอีก
ฝ่ายหนึ่ง


๙. ไม่ต้องมองหน้ากันดีกว่า ถ้าไม่คิดจะพูดจากันฉันคู่ครอง


๑๐. เมื่อทำผิดไปแล้ว ก็ต้องทำความเข้าใจกัน และกล่าวคำขอโทษ


๑๑. การทะเลาะเบาะแว้ง ต้องมี ๒ ฝ่าย ฝ่ายผิดมักจะเป็นคนพูดมาก


๑๒. อย่ากลัดกลุ้มหัวเสียเข้านอนเป็นอันขาด


จากหนังสือ กับข้าวพื้นบ้าน


เรื่องสุขภาพหัวใจ

จากคอลัมน์ ๙ น.ส.พ. บางกอกโพสต์ ฉบับ วันอังคารที่ ๒๓ แพทย์โรคหัวใจที่คุณหมอมอร์เดจัย เลวิน แห่งประเทศอิสราเอล ได้แนะนำผู้มาเข้าฟังปาฐกถา ที่คุณหมอแสดง ณ นครเดลอาวิฟ เมื่อวันอาทิตย์ก่อนนี้ว่า การดื่มเหล้าองุ่นวันละแก้วหรือเบียร์วันละขวด ควบคู่ไปกับการบริหารร่างกายทางโลกีย์วิสัย วันละครั้ง จะช่วยป้องกันโรคหัวใจได้เป็นอย่างดี