วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เพราะร้ายจึงกลายเป็นดี - ระพี สาคริก

บนทางสายกลาง หากมีรากฐานจิตใจอิสระย่อมมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้สองด้าน อีกทั้งรู้ว่า ด้านไหนคือพื้นฐานของอีกด้านหนึ่ง หากใครปฏิบัติได้ย่อมเป็นผลดีแก่ตนเองโดยแท้ เมื่อดีแก่ตนเองก็ย่อมดีแก่สังคมที่เรามีส่วนร่วมอย่างเป็นธรรมชาติ

ภากจาก AVAX HOME

            บัดนี้ ฉันรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงตรัสไว้แก่ประชาชนชาวไทยเอาไว้ว่า ขอให้รู้จักเรียงลำดับความสำคัญของทุกสิ่งทุกอย่างให้ถูกต้อง

            อนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้ฉันได้เขียนบทความเรื่องหนึ่ง โดยให้ชื่อว่า โปรดอย่าเห็นแก่ตัวมากจนเกินไป เพราะสังคมไทยจะไปไม่รอด

            อนึ่ง เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ย่อมช่วยให้เราสามารถมองเห็นคนดีได้อย่างเป็นธรรมชาติ ดังที่พุทธธรรมได้ชี้ไว้ว่า ถ้าไม่มีเหตุนี้ก็ย่อมไม่มีเหตุนั้น ประเด็นนี้เริ่มต้นจากการที่ฉันเริ่มค้นหาข้าวขึ้นน้ำ แท้จริงแล้วพันธุ์ข้าวกลุ่มนี้เราก็มีมานานแล้ว แต่ไม่มีใครสนใจเท่าไหร่นัก จึงขาดการประชาสัมพันธ์ที่ดี

            โปรดอย่าดูถูกของเล็ก เพราะของเล็กเป็นจุดเริ่มต้นนำเราไปสู่มุมกว้าง ครั้นน้ำมามากขึ้น ทำให้คนท้องถิ่น โดยเฉพาะชาวนาชาวไร่จำต้องเดือดร้อนหนัก เราก็เริ่มมองเห็นความสำคัญของชีวิตคนที่ด้อยโอกาส ไม่เช่นนั้นแล้วคนระดับบนก็คงเอาแต่หลงอยู่กับความสบายด้านเดียว

            ในกระบวนการจัดการศึกษาก็เช่นกัน ช่วงหลังๆ เรามักบ่นกันว่า ครูอาจารย์รวมทั้งนิสิตนักศึกษาหลายแห่ง เมื่อมีปัญหาสังคมก็มักไม่ออกมาแสดงตัวเพื่อช่วยเหลือกันเช่นแต่ก่อน ในเรื่องนี้ฉันขอชมเชยบรรดาครูอาจารย์และนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เปิดพื้นที่ให้คนต่างจังหวัดซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวนาชาวไร่ได้เข้ามาพักพิงอาศัยร่มไม้ชายคา รวมทั้งตัวเองมองเห็นโอกาสในการเรียนรู้ความทุกยากของเพื่อนมนุษย์

            ฉันนึกถึงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีเครื่องบินข้าศึกบินมาทิ้งระเบิดในกรุงเทพฯ เวลากลางคืน ระหว่างฉันเป็นผู้บริหาร เราได้เปิดโอกาสให้ประชาชนไปกางเต้นนอนหลบภัยสงครามจากลูกระเบิดกันอย่างกว้างขวาง และมีครูอาจารย์รวมทั้งนิสิตช่วยกันดูแลให้ความสะดวกอย่างใกล้ชิด โดยที่ถือว่านี่คือหน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่จะมีโอกาสตอบแทนบุญคุณแก่ประชาชนผู้เสียภาษี

            สำหรับสื่อมวลชนนั้น ความจริงฉันมีความสัมพันธ์กับคนกลุ่มนี้มานานแล้ว โดยที่ถือว่าพวกเขาคือลูกหลานของฉันทุกคน ฉันขอชมเชยสถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอส ที่อุตส่าห์ปิดรายการประจำวัน เพื่อเปลี่ยนมาใช้เป็นบริการรายงานผลจากปัญหาของประชาชน ซึ่งกำลังตกทุกข์ได้ยาก อาจมีรายอื่นๆ แม้จะเป็นรายเล็กรายน้อย แต่ฉันก็กล่าวย้ำอยู่เสมอว่า รายเล็กไม่ใช่เรื่องที่จะต้องได้รับการดูถูกว่าไม่สำคัญ

            นี่แหละ ถ้าไม่เกิดปัญหาน้ำท่วมเราก็มองไม่เห็นคนดีที่มีความกระตือรือร้น ซึ่งเรื่องนี้มันอยู่บนฐานหลักธรรมทั้งนั้น ฉันจึงกล่าวย้ำอยู่เสมอว่า ธรรมะสามารถเรียนรู้ได้จากทุกเรื่องในชีวิตประจำวันของตัวเราเอง

            มีอีกเรื่องหนึ่งซึ่งฉันขอฝากไว้ให้ทุกคนคิด เธอจำได้หรือเปล่าว่า ฉันเคยบ่นอยู่เสมอว่า แผ่นดินถิ่นเกิดของไทยที่กำลังตกไปอยู่ในมือคนต่างชาตินั้นมันมีมากยิ่งขึ้นทุกที แต่คนไทยเองก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างประมาท จนไม่สนใจว่ามันจะหมดไปเท่าไหร่ก็ไม่ทุกข์ร้อน คงมีแต่เอาตัวเลขบนแผ่นกระดาษมาพูดกันแล้วก็ขยำมันทิ้งไป

            อนึ่ง ฉันเคยพูดมานานแล้วว่า สำนักงานส่งเสริมการลงทุนนั้นมีขาทั้งสองข้างยืนอยู่กับคนต่างชาติ ถึงขนาดมีนโยบายที่ว่า ถ้าสิ่งไหนคนไทยยังทำไม่ได้ก็จะนำไปมอบให้คนต่างชาติมาทำ จนกระทั่งอุตสาหกรรมซึ่งมีนายทุนต่างชาติเป็นเจ้าของ ได้เข้ามาขยายอิทธิพลเบียดเบียนการเกษตรของไทยเต็มไปหมด

            เพราะความคิดแบบนี้จึงทำให้แผ่นดินไทยซึ่งเราพูดกันอยู่เสมอว่า เป็นแผ่นดินเพื่อการเกษตร แต่เราก็นำเอาอุตสาหกรรมต่างชาติเข้ามาทับหัว จนกระทั่งการเกษตรของไทยขาดอิสรภาพเพิ่มมากยิ่งขึ้น ฉันพูดถึงขนาดว่า ซักวันหนึ่งเราคงจะเห็นผู้บริหารระดับสูงเป็นชาวต่างชาติก็ได้ ครั้งที่ทำรายการศาลาริมสวนฉันได้ไปถ่ายทำถึงออสเตรเลีย และเทปม้วนนั้นมันก็ยังอยู่ในมือฉันมาตลอด แต่เทปม้วนสำคัญที่สุดมันไม่ได้อยู่แค่ในมือเท่านั้น หากอยู่ในหัวใจของฉันอย่างลึกซึ้ง น้ำท่วมครั้งนี้เราคงยังมีความหวังมาบ้างว่า ธรรมชาติมันจะคืนแผ่นดินผืนนี้ให้แก่คนไทยได้ใช้ทำการเกษตรต่อไปในอนาคต เพราะกระแสน้ำที่พัดมาจากทางเหนือได้ชะล้างเอาปุ๋ยธรรมชาติบนผิวดินลงมาด้วย ดังนั้นเมื่อน้ำท่วมเราก็ได้ปุ๋ยอินทรีย์ โดยแทบไม่ต้องไปซื้อปุ๋ยเคมีให้เป็นทาสคนต่างชาติต่อไปอีก

            ตัวฉันเองเคยพูดไว้แล้วว่า จะทำงานจนตายคาแผ่นดิน แม้น้ำท่วมจนฉันทำอะไรไม่ได้ แต่ขอให้แผ่นดินไทยกลับคืนมาสู่มือคนไทยเพื่อจะได้ใช้ทำมาหากินได้ในอนาคต เท่านั้นก็นับว่าพอเพียงแล้วสำหรับชีวิตนี้ ฉันขอฝากไว้แค่นี้ก่อน แม้มันจะเป็นเรื่องสั้นแต่จิตวิญญาณมันก็มีรากฐานที่ลึกซึ้ง นี่แหละคือหลักธรรมอีกบทหนึ่งที่พึงสังวรเอาไว้ เพื่อกู้ชาติบ้านเมืองอันเป็นที่รักของเรา
            สุดท้ายที่ไม่สุดท้ายนี้ ฉันขอฝากอีกสิ่งหนึ่งซึ่งมันควรจะมีอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ ถ้าเรายังรู้สึกได้ว่าตัวเองเป็นมนุษย์ สิ่งนั้นก็คือ โปรดอย่าเป็นคนมีนิสัยลืมง่าย แม้หวนกลับไปนึกถึงปี พ.ศ.2485 ซึ่งฉันมีอายุแค่ 20 ขวบ ตัวเองก็ยังจำได้ดีว่าในช่วงนั้น กรุงเทพฯ กลายเป็นทะเลแทบจะสุดลูกหูลูกตา ดังนั้น ขอให้นึกถึงคำสอนของคนโบราณที่กล่าวฝากไว้ว่า เจ็บแล้วต้องจำ

            กราบทุกคนมาด้วยความเคารพอย่างยิ่งสำหรับการเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างของเธอทั้งหลาย เพื่อหวังให้แผ่นดินผืนนี้มันอยู่ต่อไปได้ในภายภาคหน้าได้สำเร็จ รวมทั้งลูกหลานของเราทุกคนที่ควรอยู่อย่างภาคภูมิใจ

12 ตุลาคม 2554

*หมายเหตุ
หากใครได้รับแล้ว กรุณาส่งต่อๆ กันไปด้วย จะเป็นพระคุณอย่างที่สุด

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น